ICE และฝันร้ายของผู้อพยพในชิคาโก: การใช้เทคโนโลยีสอดแนมและการใช้ชีวิตในความกลัว
สำหรับหลายคน บ้านคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่สำหรับ Ava และ Sam คู่สามีภรรยาผู้อพยพในเมืองชิคาโก บ้านกลับกลายเป็นป้อมปราการที่พวกเขาใช้หลบซ่อนตัวจากสายตาของเจ้าหน้าที่ ICE (Immigration and Customs Enforcement) หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายด้านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ทำให้ชีวิตประจำวันของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
จุดเริ่มต้นของความกลัวเกิดขึ้นในเช้าวันฮาโลวีน เมื่อเพื่อนบ้านเตือนพวกเขาว่ารถของ ICE กำลังลาดตระเวนอยู่ในบริเวณนั้น ความรู้สึกชาไปทั้งตัวเข้าจู่โจม Ava ทันที เพราะก่อนหน้านี้เธอได้รับคำเตือนจากเพื่อนร่วมงาน และเห็นคลิปวิดีโอใน TikTok ที่แสดงภาพการจับกุมผู้อพยพตามห้างสรรพสินค้าอย่าง Home Depot และ Walmart สิ่งที่เคยเป็นเพียงข่าวลือหรือเรื่องเล่าจากครูที่โรงเรียนของลูกๆ บัดนี้ได้กลายเป็นความจริงที่มาจ่ออยู่หน้าประตูบ้าน
การกวาดล้างที่ไร้รูปแบบและความรุนแรงในชิคาโก
ปฏิบัติการของ ICE ในย่านผู้อพยพของชิคาโกถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าสะพรึงกลัวและมีความสุ่มอย่างมาก เริ่มจากการส่งขบวนรถตู้สีดำฟิล์มมืดนำโดย Greg Bovino อดีตผู้บัญชาการของหน่วยงาน เข้ามาลาดตระเวนในพื้นที่ที่มีผู้อพยพอาศัยอยู่หนาแน่น
เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีของ Silverio Villegas González พ่อลูกสองชาวเม็กซิโกที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม แต่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตขณะพยายามขับรถหนี นอกจากนี้ยังมีการบุกจู่โจมอาคารที่พักอาศัยในย่าน South Side โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ Black Hawk และเจ้าหน้าที่ติดอาวุธครบมือบุกพังประตูเพื่อจับกุมผู้คนถึง 37 ราย รวมถึงการใช้กำลังลากตัวครูชาวโคลอมเบียออกจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กในขณะที่กำลังทำการสอน

เส้นทางสู่สหรัฐฯ: ความหวังที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด
Sam เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2022 โดยต้องกู้เงินจากครอบครัวถึง 12,000 ดอลลาร์ เพื่อจ่ายให้ Coyotes (กลุ่มผู้ลักลอบนำพาคนข้ามพรมแดน) และใช้เวลาเดินเท้าอย่างยากลำบากถึง 7 วัน เขาต้องทำงานก่อสร้างอย่างหนักวันละ 9 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ เพื่อส่งเงินกลับไปให้ Ava และลูกๆ ในเม็กซิโก
การแยกจากกันสร้างบาดแผลทางใจให้ลูกๆ โดยเฉพาะลูกสาวที่ยังเล็กซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะปรับตัวให้นอนหลับได้โดยไม่มีพ่อ ส่วนลูกชายต้องเผชิญกับความโศกเศร้าเมื่อเห็นเพื่อนคนอื่นมีพ่อมารับที่โรงเรียน

เหตุผลที่พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตหนีออกจากเม็กซิโก ไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากกลุ่มคาร์เทลยาเสพติดและอาชญากรรมที่รุนแรง เช่น กรณีที่หลานของ Ava ถูก secuestro exprés หรือการลักพาตัวแบบเร่งด่วนเพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งพี่ชายของเธอต้องขายบ้านและทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อนำเงิน 3,000 ดอลลาร์ไปไถ่ตัวเด็กๆ กลับคืนมา
Ava ได้รับโอกาสผ่านโครงการ Temporary Protected Status (TPS) ซึ่งเป็นสถานะคุ้มครองชั่วคราวสำหรับผู้ที่มาจากประเทศที่มีความขัดแย้งหรือภัยพิบัติร้ายแรง ทำให้เธอและลูกๆ สามารถเดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ ได้อย่างถูกต้องผ่านด่านตรวจที่เมือง El Paso ก่อนจะบินมาสมทบกับ Sam ที่ชิคาโก

ชีวิตในกรงขังที่มองไม่เห็นและเทคโนโลยีสอดแนม
ในช่วงแรก ชีวิตในชิคาโกเต็มไปด้วยความสุข พวกเขาได้พาลูกๆ ไปเที่ยวชมเมืองและใช้บริการคลินิกพิเศษสำหรับลูกสาวที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ แต่ความสุขนั้นสั้นนัก เมื่อการกวาดล้างของ ICE เริ่มต้นขึ้น ชีวิตของพวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นการหลบซ่อน
ปัจจุบัน Ava และ Sam ใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง พวกเขาปิดม่านมิดชิดในบ้าน Sam ต้องปั่นจักรยานไปทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อลดเวลาการปรากฏตัวในที่สาธารณะ แม้ในวันที่อากาศหนาวจัดจนติดลบ

สิ่งที่น่ากลัวกว่าเจ้าหน้าที่คือ เทคโนโลยีสอดแนมดิจิทัล ที่ ICE นำมาใช้ ซึ่งได้รับงบประมาณมหาศาลจากรัฐบาล โดยมีเครื่องมือสำคัญดังนี้:
- License-plate-reader: แอปพลิเคชันอ่านป้ายทะเบียนรถที่เชื่อมโยงกับข้อมูลชีวประวัติและใบหน้าของผู้ขับขี่
- Face-recognition: เทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่สามารถระบุตัวตนได้จากระยะไกล
- Graphite: ซอฟต์แวร์สปายแวร์จากบริษัท Paragon Solutions ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ELITE system: ระบบของบริษัท Palantir ที่สร้างแผนที่เครือข่ายของ "เป้าหมาย" โดยดึงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ บันทึกการจับกุม และโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่การปฏิบัติงานจริงกลับดูสับสนและไร้ทิศทาง มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จับกุมคนผิดตัวบ่อยครั้ง ทั้งการจับกุมพลเมืองอเมริกันเพียงเพราะสีผิว หรือการเข้าใจผิดว่าแม่บ้านเป็นหัวหน้าแก๊งอาชญากรรม
ผลกระทบทางร่างกายและจิตใจ
ความเครียดสะสมส่งผลให้ Ava มีอาการทางกายอย่างรุนแรง เธอเคยเกิดอาการอัมพาตครึ่งซีกชั่วคราว โดยแขนขวาชาและตาขวาไม่สามารถกะพริบได้ ซึ่งเป็นผลมาจากความวิตกกังวลอย่างหนัก
ด้านลูกชายของพวกเขาเริ่มมีอาการทางจิตใจ กลายเป็นคนเก็บตัวและฝันร้าย บางครั้งถึงขั้นละเมอวิ่งหนีและตะโกนว่า "หมอบลง! เดี๋ยวพวกเขาจะเห็นเรา!" ซึ่งสะท้อนถึงความกลัวที่ฝังรากลึกในจิตใจเด็ก
เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความกลัวคือเมื่อ Sam ประสบอุบัติเหตุมีเศษพลาสติกปักเข้าที่ดวงตา แต่เขาปฏิเสธการไปโรงพยาบาลในตอนแรกเพราะกลัวว่าจะมีเจ้าหน้าที่ ICE ดักรออยู่ที่ลานจอดรถ ซึ่งหากเขาถูกเนรเทศ ครอบครัวจะไม่มีใครดูแล

| ด้านที่ได้รับผลกระทบ | รายละเอียดความเสียหาย |
|---|---|
| สุขภาพจิต | ความหวาดระแวง, โรคซึมเศร้า, อาการละเมอในเด็ก, ความโดดเดี่ยว |
| สุขภาพกาย | อาการอัมพาตชั่วคราวจากความเครียด, การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ล่าช้า |
| เศรษฐกิจ | การสูญเสียรายได้จากการหยุดงานเพื่อหลบซ่อน, ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูง |
| สิทธิเสรีภาพ | การถูกจำกัดการเคลื่อนไหว, การใช้ชีวิตภายใต้การสอดแนมดิจิทัล |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ICE ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบ ELITE และซอฟต์แวร์ Graphite ในการติดตามตัวผู้อพยพ
- TPS เป็นช่องทางขอสถานะคุ้มครองชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัยจากประเทศที่มีวิกฤต
- การกวาดล้างในชิคาโกมีลักษณะ Random (สุ่ม) และมักเกิดความผิดพลาดในการระบุตัวตน
- ความกลัวการถูกจับกุมทำให้ผู้อพยพจำนวนมากไม่กล้าเข้าถึงบริการสาธารณสุขพื้นฐาน
คำถามที่พบบ่อย
TPS คืออะไรและช่วยผู้อพยพได้อย่างไร?
TPS หรือ Temporary Protected Status คือโครงการของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ที่มอบที่พักพิงชั่วคราวให้แก่บุคคลจากประเทศที่เผชิญกับความขัดแย้งทางอาวุธ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือสถานการณ์พิเศษ ซึ่งมักเป็นก้าวแรกในการขอสถานะลี้ภัยถาวร
เทคโนโลยีใดบ้างที่ ICE ใช้ในการติดตามตัวผู้อพยพ?
ICE ใช้เครื่องมือหลากหลาย เช่น ระบบจดจำใบหน้า, แอปพลิเคชันอ่านป้ายทะเบียนรถ, ซอฟต์แวร์สปายแวร์ Graphite สำหรับเข้าถึงมือถือ และระบบ ELITE ของ Palantir ที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อสร้างแผนที่เป้าหมาย
หากถูกเจ้าหน้าที่ ICE ตรวจค้น ควรปฏิบัติอย่างไรตามคำแนะนำในบทความ?
คำแนะนำคือ ห้ามเปิดประตูให้เจ้าหน้าที่เข้าบ้านหากไม่มีหมายค้นที่ลงนามโดยผู้พิพากษา โดยให้เจ้าหน้าที่วางหมายไว้ที่ตู้จดหมายหรือชูให้เห็นผ่านหน้าต่าง และหากถูกควบคุมตัวในที่สาธารณะ ให้ใช้สิทธิ์นิ่งเฉยและร้องขอทนายความ
ทำไมผู้อพยพถึงไม่กล้าไปโรงพยาบาลแม้จะบาดเจ็บสาหัส?
เนื่องจากความกลัวว่าเจ้าหน้าที่ ICE อาจดักซุ่มรออยู่ที่โรงพยาบาลหรือลานจอดรถ ซึ่งหากถูกจับกุมและเนรเทศ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เหลืออยู่



