ICE และการขยายขอบเขตการเก็บ DNA ผู้ถูกกักตัว: ประเด็นสิทธิมนุษยชนและฐานข้อมูลอาชญากรรม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Hugo Moreno-Mendez ในเดือนมีนาคม 2025 กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เผยให้เห็นการดำเนินงานที่เข้มงวดของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) เมื่อเขาถูกจับกุมระหว่างการรายงานตัวตามปกติ และถูกกดดันให้ส่งมอบตัวอย่าง DNA ผ่านการป้ายกระพุ้งแก้ม ซึ่งเขาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดจนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องในข้อหาไม่ยอมให้ข้อมูลทางพันธุกรรมขณะอยู่ในความดูแลของรัฐ

กรณีของ Moreno-Mendez ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายการเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมครั้งใหญ่จากผู้ที่ถูกกักตัวด้วยเหตุผลด้านการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความผิดทางแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับถูกส่งเข้าสู่ระบบ CODIS (Combined DNA Index System) ซึ่งเป็นฐานข้อมูล DNA ของ FBI ที่ออกแบบมาเพื่อใช้สืบสวนคดีอาชญากรรมร้ายแรง

การเปลี่ยนผ่านสู่การจัดเก็บข้อมูลระดับมหาศาล

จากข้อมูลของ Center on Privacy and Technology แห่ง Georgetown Law พบว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ได้กลายเป็นแหล่งที่มาหลักของโปรไฟล์พันธุกรรมใหม่ในระบบอาชญากรรมของสหรัฐฯ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2025 เพียงปีเดียว ICE อาจเพิ่มข้อมูล DNA เข้าสู่ระบบสูงถึง 920,000 รายการ

ในอดีต การเก็บ DNA มักจำกัดอยู่ที่ด่านชายแดนโดยหน่วยงาน CBP (Customs and Border Protection) แต่ปัจจุบันบทบาทนี้ได้เปลี่ยนมาอยู่ที่ ICE มากขึ้น โดยสถิติระบุว่า ICE รับผิดชอบการกักตัวผู้อพยพถึง 85% ของทั้งหมด ส่งผลให้จำนวนผู้ที่ต้องส่งมอบ DNA เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากหลักหมื่นรายในปี 2020 สู่หลักแสนรายในปัจจุบัน

Article image

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: ในปี 2020 กระทรวงยุติธรรมได้ยกเลิกข้อยกเว้นในการเก็บ DNA ทำให้ ICE สามารถเก็บตัวอย่างจากผู้ถูกกักตัวเกือบทุกคน รวมถึงผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย
  • เป้าหมายที่แท้จริง: แม้ DHS จะอ้างว่าทำเพื่อการระบุตัวตน (Identification) แต่ทนายความภายในของ ICE ยอมรับว่าวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างฐานข้อมูลเพื่อใช้แก้คดีอาชญากรรม
  • ผลกระทบระยะยาว: ตัวอย่างทางพันธุกรรมที่เก็บไปจะถูกเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการของรัฐบาลอย่างไม่มีกำหนด และสามารถนำมาเปรียบเทียบกับหลักฐานในคดีที่ยังปิดไม่ได้ในอนาคต
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การปฏิเสธให้ DNA ถูกนำมาใช้เป็นเหตุในการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา ซึ่งเดิมที ICE เคยระบุว่าไม่เคยมีการนำกรณีนี้ขึ้นสู่ศาล แต่ปัจจุบันเริ่มมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นแล้ว
สรุปการขยายตัวของการเก็บ DNA โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐฯ
หัวข้อเปรียบเทียบ ช่วงก่อนปี 2020/2021 สถานการณ์ปี 2025-2026
หน่วยงานหลักที่จัดเก็บ CBP (เน้นที่ชายแดน) ICE (เน้นที่ศูนย์กักตัว)
จำนวนโปรไฟล์ใน CODIS สัดส่วนน้อย (ประมาณ 9% ในปี 2024) คาดว่าจะสูงถึง 1 ใน 3 ของฐานข้อมูลในปี 2030
กลุ่มเป้าหมาย ผู้ถูกจับกุมคดีอาญาร้ายแรง ผู้อพยพ, ผู้ลี้ภัย, และเด็กในศูนย์กักตัว
การบังคับใช้กรณีปฏิเสธ แทบไม่มีการฟ้องร้อง เริ่มมีการฟ้องร้องและตัดสินว่ามีความผิด

ประเด็นเปราะบาง: การเก็บ DNA จากเด็กและผู้ประท้วง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการขยายการเก็บข้อมูลไปยังกลุ่มเด็ก ในศูนย์กักตัว Dilley รัฐเท็กซัส มีรายงานว่าเด็กๆ ถูกเก็บตัวอย่าง DNA โดยที่ผู้ปกครองไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน ข้อมูลจาก CBP เผยว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี จำนวน 492 รายถูกส่งข้อมูล DNA ให้ FBI รวมถึงเด็กที่มีอายุเพียง 4, 5 และ 6 ปี ซึ่งขัดกับแนวทางปฏิบัติที่ DHS ระบุว่าควรเก็บจากผู้ที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีการฟ้องร้องจากพลเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกจับกุมระหว่างการประท้วง โดยอ้างว่าการเก็บ DNA ของพวกเขาเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ (Fourth and First Amendment) เนื่องจากพวกเขาไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรง แต่ข้อมูลทางชีวภาพส่วนบุคคลกลับถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลของรัฐบาล

คำถามที่พบบ่อย

CODIS คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร?

CODIS คือระบบดัชนี DNA รวมของ FBI ที่ใช้เก็บโปรไฟล์ทางพันธุกรรมเพื่อเปรียบเทียบกับหลักฐานจากที่เกิดเหตุในคดีอาชญากรรมต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา

ทำไมการเก็บ DNA จากผู้อพยพจึงเป็นประเด็นถกเถียง?

เพราะผู้อพยพส่วนใหญ่ถูกกักตัวในข้อหาทางแพ่ง (Civil offense) ไม่ใช่คดีอาญา แต่ข้อมูลของพวกเขากลับถูกนำไปใส่ในฐานข้อมูลที่ใช้สำหรับอาชญากร ซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและสร้างความเสี่ยงทางกฎหมายในอนาคต

เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี สามารถถูกเก็บ DNA ได้หรือไม่?

ตามคำชี้แจงของ DHS ระบุว่าเก็บได้ตั้งแต่อายุ 14 ปีขึ้นไป แต่ในทางปฏิบัติพบหลักฐานว่ามีการเก็บ DNA จากเด็กที่อายุต่ำกว่านั้น รวมถึงเด็กเล็กอายุเพียง 4 ปี

หากปฏิเสธการให้ตัวอย่าง DNA จะเกิดอะไรขึ้น?

เจ้าหน้าที่ ICE จะแจ้งว่าการปฏิเสธเป็นความผิดทางอาญาในระดับสหรัฐฯ และอาจถูกส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งมีกรณีตัวอย่างที่ศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง

รัฐบาลอ้างเหตุผลใดในการเก็บ DNA จากผู้ถูกกักตัว?

DHS อ้างว่าเป็นการดำเนินงานเพื่อความมั่นคงชายแดนและการระบุตัวตน (Identification) คล้ายกับการพิมพ์ลายนิ้วมือ แต่ข้อมูลภายในระบุว่าเป้าหมายหลักคือการเพิ่มข้อมูลในฐานข้อมูลสืบสวนคดีอาชญากรรม