Marc Rosenblum ลาออกจาก DHS พร้อมวิจารณ์นโยบาย 'สงครามต่อต้านผู้อพยพ' ของทรัมป์
เกิดแรงสั่นสะเทือนภายในกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (Department of Homeland Security หรือ DHS) เมื่อ Marc Rosenblum ผู้บริหารระดับสูงด้านสถิติ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง พร้อมทิ้งท้ายด้วยการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรง โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ "สงครามต่อต้านผู้อพยพ" ซึ่งถือเป็นกรณีที่หาได้ยากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจะออกมาวิจารณ์ทิศทางของหน่วยงานอย่างเปิดเผยเช่นนี้
บทบาทสำคัญในการจัดการข้อมูลความมั่นคง
Rosenblum ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานสถิติความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Office of Homeland Security Statistics หรือ OHSS) และรองผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยเขามีหน้าที่สำคัญในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจาก 22 หน่วยงานย่อยที่เคยทำงานแยกส่วนกัน (Siloed) ให้กลายเป็นฐานข้อมูลหนึ่งเดียว
ภารกิจหลักของเขาคือการทำให้สำนักงานใหญ่สามารถติดตามข้อมูลได้อย่างแม่นยำ เช่น จำนวนการสกัดกั้นของหน่วยยามฝั่งในไมอามี โดยจำแนกสัญชาติของผู้ถูกกักตัว ไม่ว่าจะเป็นชาวคิวบา เฮติ นิการากัว หรือเวเนซุเอลา เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลผู้ลักลอบเข้าเมืองทางพรมแดนทางใต้ของสหรัฐฯ
วิกฤตความโปร่งใสและ 'สงครามต่อต้านข้อเท็จจริง'
แม้ว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงมักจะไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด แต่ Rosenblum เคยให้คำมั่นในปี 2023 ว่าจะผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่รวดเร็วและละเอียดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสมัยที่สองของรัฐบาลทรัมป์ ข้อมูลบนเว็บไซต์ของ OHSS เกี่ยวกับการกักตัวโดย ICE (หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) และการส่งตัวกลับประเทศ กลับไม่มีการอัปเดตตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025
สถานการณ์นี้ทำให้เหล่านักวิเคราะห์มองว่า ข้อมูลที่ได้รับผ่านการฟ้องร้องตามกฎหมายเสรีภาพในการให้ข้อมูล (Freedom of Information Act) นั้นขาดความต่อเนื่องและไม่น่าเชื่อถือ ซึ่ง David Bier จากสถาบัน Cato ระบุว่า สิ่งนี้ทำให้สาธารณชนไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้นอกเหนือจากข่าวประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานเอง
| หัวข้อ | รายละเอียดสำคัญ |
|---|---|
| สาเหตุการลาออก | ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่อต้านผู้อพยพ, เจ้าหน้าที่รัฐ และการบิดเบือนข้อเท็จจริง |
| ผลกระทบด้านข้อมูล | เว็บไซต์สถิติของ OHSS หยุดอัปเดตตั้งแต่ ก.พ. 2025 |
| ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ | การเนรเทศผู้อพยพ 11 ล้านคน อาจลด GDP สหรัฐฯ ลง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ |
| ท่าทีของ DHS | ระบุว่าเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลและไม่ขอให้ความเห็นต่อการตัดสินใจลาออก |
คำเตือนถึงผลกระทบจากการเนรเทศครั้งใหญ่
ก่อนที่จะเข้าร่วมงานกับรัฐบาลทรัมป์ในสมัยแรก Rosenblum ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายตรวจคนเข้าเมือง เคยเตือนต่อคณะกรรมการวุฒิสภาในปี 2015 ว่านโยบายการเนรเทศคนจำนวนมากเป็นเรื่องที่เสี่ยง มีค่าใช้จ่ายสูง และขาดมนุษยธรรม โดยเขามองว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปจะสร้างความเสียหายต่อครอบครัวและชุมชนที่ตั้งรกรากในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงผลเสียทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารราว 2 ใน 3 เป็นแรงงานในระบบ หากมีการเนรเทศผู้อพยพทั้งหมด 11 ล้านคน จะส่งผลให้แรงงานสหรัฐฯ ลดลงถึง 6.4% และกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างรุนแรง ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายหลักที่ทรัมป์ใช้หาเสียงในปี 2024
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Marc Rosenblum ลาออกจาก DHS โดยวิจารณ์ว่ารัฐบาลทรัมป์ทำสงครามกับผู้อพยพและข้อเท็จจริง
- OHSS หยุดเผยแพร่ข้อมูลการกักตัวและการส่งกลับประเทศตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2025
- การลาออกครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสการลาออกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน DHS เช่น รักษาการผู้อำนวยการ ICE และ FEMA
- การเนรเทศผู้อพยพจำนวนมากอาจทำให้ GDP ของสหรัฐฯ ลดลงถึง 5.7% หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์
คำถามที่พบบ่อย
Marc Rosenblum มีบทบาทอะไรใน DHS?
เขาเป็นผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานสถิติความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (OHSS) ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติจากหน่วยงานย่อยต่างๆ ของ DHS เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและแม่นยำในการบริหารจัดการ
ทำไมการลาออกครั้งนี้ถึงเป็นเรื่องสำคัญ?
เพราะปกติแล้วเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ลาออกมักไม่วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผย แต่ Rosenblum ได้ระบุชัดเจนว่าเขาไม่สามารถทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่เขาเรียกว่า "สงครามต่อต้านข้อเท็จจริง" และนโยบายที่รุนแรงต่อผู้อพยพได้
การหยุดอัปเดตข้อมูลของ OHSS ส่งผลอย่างไร?
ทำให้ขาดความโปร่งใสในการตรวจสอบว่ามีการกักตัวหรือเนรเทศผู้อพยพจำนวนเท่าใด และด้วยวิธีใด ซึ่งทำให้สาธารณชนและนักวิเคราะห์ไม่สามารถประเมินผลกระทบที่แท้จริงของนโยบายรัฐบาลได้
การเนรเทศผู้อพยพส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรตามมุมมองของ Rosenblum?
เขาเตือนว่าผู้อพยพจำนวนมากเป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงาน การเนรเทศคนจำนวนมหาศาลจะทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ลดการจ้างงานของบริษัทในสหรัฐฯ และส่งผลให้ GDP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ



