อาวุธเลเซอร์ต่อต้านโดรนในสหรัฐฯ กับความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางอากาศ
เหตุการณ์ปิดน่านฟ้าอย่างกะทันหันเหนือเมืองเอลปาโซ รัฐเท็กซัส และบางส่วนของรัฐนิวเม็กซิโกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความกังวลอย่างมากให้กับเหล่านักบินและสาธารณชน เกี่ยวกับมาตรฐานการป้องกันโดรนของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือ โดรน มีราคาถูกลงและแพร่หลายมากขึ้น จนทำให้นักวิเคราะห์เตือนว่าการโจมตีด้วยโดรนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ความท้าทายสำคัญคือการสร้างระบบตอบโต้ที่รวดเร็วและปลอดภัย เนื่องจากวิธีการอย่างการรบกวนสัญญาณ (Jamming) หรือการยิงโดรนให้ตกนั้น ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูงหากนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหรือในเขตเมือง
เบื้องหลังการปิดน่านฟ้าที่น่าสงสัย
ในเหตุการณ์ที่เอลปาโซ สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) ได้ประกาศปิดน่านฟ้าชั่วคราว ซึ่งในตอนแรกกำหนดไว้ถึง 10 วัน แต่สุดท้ายกลับยกเลิกคำสั่งหลังจากผ่านไปเพียง 8 ชั่วโมง โดยรัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ระบุว่า เป็นการป้องกันการรุกล้ำของโดรนจากกลุ่มคาร์เทลยาเสพติดเม็กซิโก
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก New York Times และแหล่งข่าวอื่น ๆ เปิดเผยว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากความกังวลของ FAA ที่ว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) กำลังใช้งาน อาวุธเลเซอร์ต่อต้านโดรน ที่ได้รับจากกระทรวงกลาโหมในพื้นที่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเครื่องบินพลเรือน โดยมีรายงานว่า CBP ใช้เลเซอร์ดังกล่าวเพื่อยิงสิ่งที่ภายหลังพบว่าเป็นเพียง "ลูกโป่งในงานปาร์ตี้" เท่านั้น
Tarah Wheeler ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจาก TPO Group วิเคราะห์ว่า การที่ FAA กำหนดระยะเวลาปิดน่านฟ้าไว้ถึง 10 วันในตอนแรก สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่าอาวุธเลเซอร์จะถูกใช้งานนานเพียงใด ซึ่งแสดงถึงช่องว่างในการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน
ทำความรู้จักกับระบบ LOCUST: อาวุธพลังงานกำกับ
อาวุธที่ถูกนำมาใช้ในเหตุการณ์นี้คือระบบ LOCUST ซึ่งผลิตโดยบริษัท AeroVironment (AV) โดยเป็นอาวุธประเภท Directed Energy Weapon หรืออาวุธพลังงานกำกับ ที่ใช้เลเซอร์ขนาด 20 กิโลวัตต์ ซึ่งถือเป็นระดับพลังงานต่ำที่ออกแบบมาเพื่อทำลายโดรนขนาดเล็กโดยเฉพาะ
ระบบ LOCUST เป็นส่วนหนึ่งของโครงการต้นแบบ Army Multi-Purpose High Energy Laser (AMP-HEL) ของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันทางอากาศระยะสั้น เนื่องจากเลเซอร์และไมโครเวฟกำลังสูงถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนเกมในการรับมือกับโดรนราคาถูกที่มีจำนวนมากขึ้นในปัจจุบัน

| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อระบบ | LOCUST (ผลิตโดย AeroVironment) |
| ประเภทเทคโนโลยี | Directed Energy Weapon (เลเซอร์พลังงานกำกับ) |
| กำลังส่ง | 20 กิโลวัตต์ |
| เป้าหมายหลัก | โดรนขนาดเล็ก (Small UAVs) |
| ผลลัพธ์ในเหตุการณ์ | ยิงลูกโป่งปาร์ตี้ และนำไปสู่การปิดน่านฟ้าชั่วคราว |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความผิดพลาดในการสื่อสาร: เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า FAA ตัดสินใจปิดน่านฟ้าโดยไม่ได้แจ้งให้ทำเนียบขาว กระทรวงกลาโหม หรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ทราบ
- การเรียกร้องความโปร่งใส: สมาชิกสภาคองเกรสจากเท็กซัสและนิวเม็กซิโกได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอคำชี้แจงระดับลับเกี่ยวกับบทบาทของแต่ละหน่วยงานและความล้มเหลวในการสื่อสาร
- ความเสี่ยงต่อการบิน: ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้แต่เลเซอร์พอยเตอร์ทั่วไปก็เป็นอันตรายต่อเครื่องบินได้ ดังนั้นการใช้เลเซอร์กำลังสูงจึงจำเป็นต้องมีระเบียบปฏิบัติ (Protocol) ที่เข้มงวด
- ความกังวลของนักบิน: นักบินพาณิชย์และนักบินส่วนตัวแสดงความกังวลว่าปัจจุบันยังไม่มีขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจนหากเกิดเหตุการณ์เลเซอร์รบกวนการบิน
คำถามที่พบบ่อย
ระบบ LOCUST คืออะไร?
คือระบบอาวุธเลเซอร์พลังงานกำกับขนาด 20 กิโลวัตต์ พัฒนาโดยบริษัท AeroVironment เพื่อใช้ในการทำลายโดรนขนาดเล็กที่รุกล้ำน่านฟ้า
ทำไมการใช้เลเซอร์ต่อต้านโดรนถึงเป็นอันตรายต่อเครื่องบินพลเรือน?
ลำแสงเลเซอร์ที่มีความเข้มข้นสูงสามารถรบกวนการมองเห็นของนักบิน หรือสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์รับสัญญาณและดวงตา ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้
เหตุการณ์ที่เอลปาโซเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
มีการใช้เลเซอร์ LOCUST เพื่อยิงสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นโดรนของกลุ่มคาร์เทล แต่กลับกลายเป็นลูกโป่งปาร์ตี้ และนำไปสู่การปิดน่านฟ้าชั่วคราวเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย
หน่วยงานใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้?
หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ (FAA), ศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP), กระทรวงกลาโหม (Pentagon) และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)
แนวทางการแก้ไขในอนาคตคืออะไร?
ผู้เชี่ยวชาญและนักการเมืองเรียกร้องให้มีการสร้างระเบียบปฏิบัติใหม่และกลไกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานทหารและหน่วยงานควบคุมการบินพลเรือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเช่นนี้อีก



