โศกนาฏกรรมผู้สูญหายในกาซา: ความเจ็บปวดของการรอคอยและการระบุตัวตนท่ามกลางสงคราม
ท่ามกลางความมืดมิดของยามเช้า Abeer Skaik และสามี Ali Al-Qatta เริ่มต้นวันด้วยความหวังที่เปราะบาง พวกเขาถือใบปลิวที่มีรูปถ่ายของ Hassan ลูกชายวัย 16 ปี พร้อมข้อความตัวโตสีแดงว่า "Munashada!" หรือคำร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อออกตามหาลูกชายที่หายตัวไปนานถึง 10 เดือน
การเดินทางระยะทาง 30 กิโลเมตรจาก al-Tuffah ไปยังโรงพยาบาล European ใน Khan Younis เต็มไปด้วยความกดดัน Ali พยายามสอบถามผู้ถูกกักตัวที่ได้รับการปล่อยตัวจากอิสราเอลทีละคน แต่คำตอบที่ได้รับมีเพียงการส่ายหน้า ความว่างเปล่านี้สะท้อนถึงชะตากรรมของครอบครัวนับพันในกาซาที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนว่าคนที่พวกเขารักยังมีชีวิตอยู่หรือกลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณใต้ซากปรักหักพัง
ชีวิตที่ถูกทำลายด้วยสงครามและภาวะออทิสติก

ก่อนเกิดเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ชีวิตของ Hassan ถูกจัดระเบียบอย่างเคร่งครัดเนื่องจากเขาป่วยเป็น Autism Spectrum Disorder (ASD) หรือ กลุ่มอาการออทิสติก ซึ่งเป็นความบกพร่องของพัฒนาการทางสมองที่ส่งผลต่อการสื่อสารและพฤติกรรม Abeer ต้องเรียนรู้วิธีบำบัดและสร้างกิจวัตรที่ปลอดภัยเพื่อให้ลูกชายมีความสุขในโลกที่เขาเข้าใจได้ยาก
ทว่าสงครามได้ทำลายโลกใบเล็กๆ ของ Hassan ลงอย่างสิ้นเชิง เสียงระเบิดทำให้เขาหวาดกลัวจนตัวสั่น การต้องอพยพย้ายที่อยู่ถึง 4 ครั้งสร้างความบอบช้ำทางจิตใจอย่างรุนแรง และเมื่อวิกฤตการขาดแคลนอาหารทวีความรุนแรงขึ้นจนต้องกินขนมปังที่ทำจากอาหารสัตว์ ความเครียดที่สะสมทำให้ Hassan ระเบิดอารมณ์และวิ่งออกจากบ้านหายไปในที่สุด

วิกฤตการระบุตัวตนและอุปสรรคทางนิติเวช

การตามหาผู้สูญหายในกาซาไม่ได้ยากเพียงเพราะสภาพสงคราม แต่ยังเกิดจากข้อจำกัดทางเทคนิคที่รุนแรง อิสราเอลได้จัดให้เครื่องมือทางนิติเวช เช่น อุปกรณ์ตรวจสารพิษ การวิเคราะห์พันธุกรรม DNA และเครื่องสแกนลายนิ้วมือ เป็นสินค้า "Dual Use" หรือสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (ทั้งพลเรือนและทหาร) ทำให้ไม่สามารถนำเข้าสู่กาซาได้
Khalil Hamada หัวหน้าแผนกนิติเวชของโรงพยาบาล Al-Shifa เผยว่าแม้จะมีแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการจัดการศพจำนวนมาก แต่พวกเขากลับไม่มีเครื่องมือและห้องปฏิบัติการที่จำเป็น การระบุตัวตนจึงต้องพึ่งพาเพียงการสังเกตรอยแผลเป็น ฟัน หรือลักษณะทางกายภาพที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น

| หน่วยงานที่รายงาน | จำนวนผู้สูญหาย (ราย) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| กระทรวงสาธารณสุขกาซา | มากกว่า 9,500 | ตัวเลขประมาณการ |
| ศูนย์ผู้สูญหายและผู้ถูกบังคับสูญหายปาเลสไตน์ | ประมาณ 9,000 | จากการสำรวจภาคสนาม |
| คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) | ประมาณ 11,500 | จำนวนคำร้องขอติดตามตัว |
| สถาบัน ISEP | 14,000 - 15,000 | จากการทำโพลสำรวจประชากร |

เขาวงกตของการกักขังและการหายตัวไป

สำหรับผู้ที่ถูกนำตัวไปกักขังโดยอิสราเอล ครอบครัวต้องเผชิญกับระบบที่ซับซ้อนและขาดความโปร่งใส ICRC ถูกสั่งห้ามเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ขณะที่ระบบการติดตามตัวผ่านองค์กร HaMoked ก็ทำงานได้อย่างจำกัดและมักได้รับคำตอบเพียงว่า "ไม่มีข้อมูลการจับกุม" แม้ครอบครัวจะเห็นเหตุการณ์การจับกุมด้วยตาตนเองก็ตาม
กรณีของ Bisan Fadl Fayyad เป็นตัวอย่างที่น่าสลดใจ ครอบครัวได้รับแจ้งว่าพบศพของเธอและได้ฝังร่างนั้นไปแล้ว แต่ต่อมากลับมีข่าวว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และถูกกักขัง ความสับสนนี้สร้างบาดแผลทางจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กับผู้ที่ยังอยู่

ข้อเท็จจริงสำคัญ

- การขาดแคลนเครื่องมือ: อุปกรณ์ตรวจ DNA และไบโอเมตริกซ์ถูกระบุเป็นสินค้าควบคุม ทำให้การระบุตัวตนผู้เสียชีวิตทำได้ยาก
- จำนวนผู้สูญหาย: มีการประมาณการว่ามีผู้สูญหายในกาซาระหว่าง 9,000 ถึง 15,000 ราย
- การละเมิดสิทธิ: ICRC ถูกปฏิเสธการเข้าถึงผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอล
- การระบุตัวตนแบบดั้งเดิม: หลายครอบครัวต้องระบุตัวตนญาติจากเศษซากร่างกายหรือสิ่งของเครื่องใช้ เช่น รองเท้า หรือเข็มขัด

คำถามที่พบบ่อย


ทำไมการระบุตัวตนผู้เสียชีวิตในกาซาจึงทำได้ยาก?
เนื่องจากขาดแคลนเครื่องมือทางนิติเวชและห้องปฏิบัติการ โดยอุปกรณ์สำคัญ เช่น เครื่องตรวจ DNA ถูกอิสราเอลสั่งห้ามนำเข้าเพราะถือเป็นสินค้าที่อาจใช้ในทางทหารได้
จำนวนผู้สูญหายในกาซามีประมาณเท่าใด?
ตัวเลขมีความแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล โดยมีตั้งแต่ประมาณ 9,000 ราย ไปจนถึงสูงสุด 15,000 ราย ตามการประเมินของสถาบัน ISEP
ครอบครัวสามารถติดตามผู้ถูกกักขังในอิสราเอลได้อย่างไร?
ปัจจุบันทำได้ผ่านกลไกจำกัดขององค์กร HaMoked ซึ่งต้องใช้หนังสือมอบอำนาจทางกฎหมาย แต่คำตอบที่ได้รับมักสั้นและขาดรายละเอียด
การระบุตัวตนในกรณีที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ทำอย่างไร?
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ครอบครัวต้องใช้บริบทแวดล้อม เช่น ใครอยู่ในห้องไหนขณะเกิดระเบิด หรือใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวในการคาดเดาและรวบรวมเศษซากร่างกาย
บทบาทของ ICRC ในสถานการณ์นี้เป็นอย่างไร?
ICRC รับคำร้องขอติดตามตัวผู้สูญหายจำนวนมาก แต่ปัจจุบันถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอล ทำให้ไม่สามารถยืนยันสถานะของผู้ถูกกักขังได้



