เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในอังกฤษ: การยกระดับความปลอดภัยหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ลองจินตนาการถึงคอนเสิร์ตของ Beyoncé, พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 หรือการแข่งขันฟอร์มูลาวันในอังกฤษ สิ่งที่เหตุการณ์ระดับโลกเหล่านี้มีเหมือนกันคือ การที่ผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคนถูกสแกนใบหน้าด้วย เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Face Recognition) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในสังคมอังกฤษและเวลส์
ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลอนุรักษนิยม กองกำลังตำรวจในอังกฤษและเวลส์ได้รับคำสั่งให้เร่งขยายการใช้งานเทคโนโลยีนี้อย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนการค้นหาใบหน้าในฐานข้อมูลเป็นสองเท่าภายในต้นปีหน้า ซึ่งอาจรวมถึงการเข้าถึงภาพถ่ายหนังสือเดินทางกว่า 45 ล้านใบ นอกจากนี้ยังมีการประสานงานกับร้านค้าเพื่อระบุตัวตนหัวขโมย และการทดสอบระบบตรวจจับใบหน้าแบบเรียลไทม์ในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น
กลไกการทำงาน: LFR และ RFR แตกต่างกันอย่างไร
ตำรวจในอังกฤษและเวลส์ใช้ระบบจดจำใบหน้าหลักๆ 2 รูปแบบ เพื่อติดตามตัวอาชญากรหรือบุคคลที่ต้องการตัว ดังนี้:
- Live Facial Recognition (LFR): คือระบบจดจำใบหน้าแบบเรียลไทม์ โดยใช้กล้องที่ติดตั้งบนรถตำรวจสแกนใบหน้าผู้คนที่เดินผ่านไปมา แล้วนำไปเปรียบเทียบกับ "รายการเฝ้าระวัง" (Watchlist) ทันที มักใช้ในงานกิจกรรมขนาดใหญ่และมีการประกาศให้ทราบล่วงหน้า
- Retrospective Facial Recognition (RFR): คือระบบจดจำใบหน้าย้อนหลัง โดยการนำภาพจากกล้อง CCTV, สมาร์ทโฟน หรือกริ่งประตูอัจฉริยะ มาประมวลผลผ่านระบบเพื่อระบุตัวตนโดยเปรียบเทียบกับคลังภาพถ่ายนับล้านใบ
ปัจจุบัน กองบัญชาการตำรวจนครบาลลอนดอน (Metropolitan Police) และตำรวจเซาท์เวลส์ เป็นสองหน่วยงานหลักที่นำ LFR มาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีการใช้งาน LFR รวม 22 ครั้ง ซึ่งในส่วนของตำรวจนครบาลลอนดอน มีผู้ผ่านกล้องสแกนกว่า 247,764 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 12 ราย จากการแจ้งเตือน 18 ครั้ง ขณะที่ตำรวจเซาท์เวลส์สแกนใบหน้าไปกว่า 705,290 คน และจับกุมได้ 2 ราย

ข้อถกเถียงด้านจริยธรรม ความแม่นยำ และสิทธิมนุษยชน
แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะอ้างว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยให้การทำงานแม่นยำและรวดเร็วขึ้น แต่กลุ่มสิทธิพลเมืองและนักวิชาการกลับกังวลเรื่อง ความลำเอียงของอัลกอริทึม (Algorithmic Bias) ซึ่งมักมีความแม่นยำต่ำเมื่อใช้กับคนผิวสี โดยเฉพาะคนผิวดำ
ศาสตราจารย์ Pete Fussey จากมหาวิทยาลัย Essex ระบุว่า การที่ตำรวจตั้งค่าเกณฑ์ความแม่นยำ (Accuracy Threshold) ไว้ที่ 0.6 หรือ 0.64 เพื่อลดความผิดพลาดนั้น เป็นการทำให้ระบบ "ลดความไว" ลง ซึ่งแม้จะช่วยลดการระบุตัวตนผิดพลาด แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่าการระดมเจ้าหน้าที่จำนวนมากมาเฝ้าหน้าจอ iPad เพื่อการจับกุมเพียงไม่กี่รายนั้น เป็นการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผลหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่น่ากังวล เช่น ในการแข่งขัน British Grand Prix ที่ตำรวจ Northamptonshire สแกนใบหน้าผู้คนกว่า 380,000 คน แต่ไม่มีการจับกุมเกิดขึ้นเลย ทว่ากลับพบว่าในรายการเฝ้าระวังมีชื่อบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่ข้อสงสัยว่าเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้เพื่อติดตามกลุ่มผู้ประท้วงทางการเมืองหรือไม่
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Live Facial Recognition (LFR) | Retrospective Facial Recognition (RFR) |
|---|---|---|
| ลักษณะการทำงาน | สแกนและเปรียบเทียบแบบเรียลไทม์ | วิเคราะห์ภาพถ่ายย้อนหลัง |
| แหล่งข้อมูล | กล้องบนรถตำรวจ / กล้องในงานอีเวนต์ | CCTV / สมาร์ทโฟน / ฐานข้อมูลตำรวจ |
| จุดประสงค์หลัก | ระบุตัวตนบุคคลในรายการเฝ้าระวังทันที | สืบสวนหาตัวตนจากหลักฐานภาพถ่าย |
| ข้อกังวลหลัก | การละเมิดสิทธิในพื้นที่สาธารณะ | ความคลุมเครือในการเข้าถึงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การขยายตัว: รัฐบาลอังกฤษผลักดันให้ตำรวจเพิ่มการค้นหาใบหน้าในฐานข้อมูลเป็น 2 เท่าภายในเดือนพฤษภาคม 2024
- ฐานข้อมูล: Police National Database มีภาพถ่ายมากกว่า 16 ล้านใบ ซึ่งบางส่วนควรถูกลบออกไปนานแล้ว
- สถานะทางกฎหมาย: ศาลอุทธรณ์เคยตัดสินว่าการใช้ LFR ของตำรวจเซาท์เวลส์ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ในปี 2020
- มุมมองสากล: สหภาพยุโรป (EU) และบางรัฐในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้ระบบจดจำใบหน้าแบบเรียลไทม์ในที่สาธารณะ
คำถามที่พบบ่อย
การสแกนใบหน้าแบบ LFR มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้หรือไม่?
ตามคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลลอนดอน ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ (Biometric Data) ของบุคคลทั่วไปที่ถูกสแกนจะไม่ถูกจัดเก็บไว้ในระบบ หากไม่พบว่าบุคคลนั้นตรงกับรายชื่อในรายการเฝ้าระวัง
ทำไมเทคโนโลยีนี้ถึงถูกมองว่ามีความลำเอียง?
งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าอัลกอริทึมในการจดจำใบหน้ามักมีความผิดพลาดสูงขึ้นเมื่อใช้กับกลุ่มคนผิวสี ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบุตัวตนผิดพลาดและการจับกุมผู้บริสุทธิ์
การใช้ระบบจดจำใบหน้าย้อนหลัง (RFR) ปลอดภัยกว่าแบบเรียลไทม์หรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไม่ต่างกัน เนื่องจากทั้งสองระบบส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและความเป็นส่วนตัวในระดับที่รุนแรงเท่ากัน และยังขาดการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกที่ชัดเจน
รัฐบาลอังกฤษให้เหตุผลอย่างไรในการสนับสนุนเทคโนโลยีนี้?
กระทรวงมหาดไทย (Home Office) ระบุว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ตำรวจระบุตัวอาชญากรรายสำคัญ รวมถึงค้นหาบุคคลสูญหายหรือกลุ่มเปราะบางได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรของเจ้าหน้าที่



