การนิยาม 'การก่อการร้ายทางแพ่ง' (Civil Terrorism) และความพยายามจำกัดสิทธิการประท้วงในสหรัฐฯ

ในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความเคลื่อนไหวทางกฎหมายที่น่าจับตามอง เมื่อมีการพยายามยกระดับความผิดจากการประท้วงเล็กน้อยให้กลายเป็นอาชญากรรมร้ายแรง โดยใช้คำนิยามใหม่ที่เรียกว่า "การก่อการร้ายทางแพ่ง" (Civil Terrorism) ซึ่งแนวคิดนี้ถูกผลักดันโดย Manhattan Institute สถาบันคลังสมองฝ่ายขวาที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานนโยบายความมั่นคงและการปราบปรามในหลายยุคสมัย

เป้าหมายหลักของความเคลื่อนไหวนี้คือการเปลี่ยนสถานะของความผิดลหุโทษ เช่น การบุกรุกพื้นที่ การทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หรือการปิดกั้นเส้นทางจราจรระหว่างการชุมนุม ให้กลายเป็น ความผิดระดับฟลอนี (Felony) หรืออาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งอาจมีโทษจำคุกสูงถึง 18 เดือน

เบื้องหลังแนวคิด 'การก่อการร้ายทางแพ่ง'

Tal Fortgang นักวิชาการด้านนโยบายกฎหมายจาก Manhattan Institute เป็นผู้เสนอทฤษฎีนี้ โดยเขามองว่าการดื้อแพ่งทางแพ่ง (Civil Disobedience) หรือการจงใจละเมิดกฎหมายโดยสันติเพื่อกดดันรัฐบาล เป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อการร้าย แม้ว่าผู้ประท้วงจะไม่ได้ใช้อาวุธหรือความรุนแรงเหมือนกลุ่มก่อการร้ายสากล แต่ Fortgang อ้างว่าการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจำนวนมากเพื่อบีบบังคับนโยบายรัฐ ถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการก่อการร้ายทางแพ่ง

Fortgang มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น กลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์, Black Lives Matter และเครือข่ายต่อต้านสงคราม โดยระบุว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่ และบางกรณีอาจมีความเชื่อมโยงกับองค์กรต่างชาติ ซึ่งอาจผิดกฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) หรือกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนตัวแทนต่างชาติ

การนำไปใช้จริงในระดับรัฐ: ยูทาห์ และ แอริโซนา

แนวคิดของ Manhattan Institute ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ทฤษฎี แต่ได้ถูกนำไปร่างเป็นกฎหมายในหลายรัฐ ดังนี้:

  • รัฐยูทาห์: ได้ผ่านกฎหมาย HB 331 และลงนามบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 มีนาคม โดยเพิ่มโทษสำหรับ "การก่อความไม่สงบที่รุนแรง" ระหว่างการประท้วง และสั่งห้ามผู้ประท้วงสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า
  • รัฐแอริโซนา: กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา หลังจากผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดยกฎหมายนี้จะทำให้การปิดกั้นทางสาธารณะโดยคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป กลายเป็นความผิดร้ายแรง (Felony)
สรุปการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่ถูกผลักดันโดย Manhattan Institute
หัวข้อ สถานะเดิม (Misdemeanor) สถานะใหม่ที่เสนอ (Felony)
การปิดกั้นถนน/ทางสาธารณะ ความผิดลหุโทษ/ปรับ อาชญากรรมร้ายแรง (จำคุกสูงสุด 18 เดือน)
การบุกรุก/ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ความผิดลหุโทษ การก่อการร้ายทางแพ่ง (Civil Terrorism)
การสวมหน้ากากขณะประท้วง ทำได้/ไม่มีบทลงโทษรุนแรง ผิดกฎหมาย (ในรัฐยูทาห์)

ข้อโต้แย้งด้านสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญ

นักเคลื่อนไหวและนักการเมืองฝ่ายเดโมแครตมองว่า กฎหมายเหล่านี้เป็นการโจมตี การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 (First Amendment) ซึ่งคุ้มครองสิทธิในการชุมนุม เสรีภาพในการพูด และการร้องเรียนต่อรัฐบาล โดย Darrell Hill จาก ACLU ของแอริโซนา ระบุว่านี่คือความพยายามในการตีตราการประท้วงของฝ่ายซ้ายให้กลายเป็นลัทธิสุดโต่งหรือการก่อการร้าย

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงประวัติการใช้กฎหมายในทางที่ผิด เช่น ในปี 2020 ที่มีการใช้กฎหมายเกี่ยวกับแก๊งอาชญากรรมมาฟ้องร้องผู้ประท้วงคดี George Floyd ในรัฐแอริโซนาและยูทาห์ ซึ่งในภายหลังศาลได้ยกฟ้องและพบว่ามีการสร้างหลักฐานเท็จโดยอัยการ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • Manhattan Institute เป็นผู้ผลักดันแนวคิด "การก่อการร้ายทางแพ่ง" เพื่อยกระดับโทษการประท้วงสันติให้เป็นความผิดร้ายแรง
  • รัฐยูทาห์ บังคับใช้กฎหมาย HB 331 แล้ว ซึ่งรวมถึงการห้ามสวมหน้ากากขณะประท้วง
  • รัฐแอริโซนา กำลังพิจารณากฎหมายที่อาจทำให้การปิดถนนระหว่างประท้วงเป็นความผิดระดับ Felony
  • เป้าหมายหลัก ของกฎหมายนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายและกลุ่มต่อต้านสงคราม
  • ข้อกังวลหลัก คือการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และการใช้กฎหมายเลือกปฏิบัติ

คำถามที่พบบ่อย

การก่อการร้ายทางแพ่ง (Civil Terrorism) คืออะไร?

คือคำนิยามที่เสนอโดย Tal Fortgang เพื่อใช้เรียกการดื้อแพ่งทางแพ่งหรือการประท้วงโดยสันติที่สร้างความเดือดร้อนให้สาธารณะ เช่น การปิดถนน เพื่อกดดันรัฐบาล โดยมองว่าพฤติกรรมนี้มีลักษณะเป็นการข่มขู่หรือบีบบังคับประชากรให้ยอมรับนโยบายบางอย่าง

กฎหมายนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประท้วงอย่างไร?

หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ การกระทำที่เคยเป็นความผิดเล็กน้อย (Misdemeanor) จะถูกยกระดับเป็นความผิดร้ายแรง (Felony) ซึ่งมีโทษจำคุกสูงขึ้น (สูงสุด 18 เดือน) และสร้างประวัติอาชญากรรมที่รุนแรงขึ้นให้กับผู้ประท้วง

ทำไมจึงมีการห้ามสวมหน้ากากในการประท้วง?

ในรัฐยูทาห์ กฎหมาย HB 331 ห้ามการสวมหน้ากากเพื่อป้องกันการปิดบังตัวตนขณะก่อเหตุความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากฎหมายนี้ย้อนแย้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังคงสามารถสวมหน้ากากปฏิบัติหน้าที่ได้

กลุ่มใดบ้างที่ตกเป็นเป้าหมายของแนวคิดนี้?

จากคำให้การของ Tal Fortgang กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประท้วงฝ่ายซ้าย กลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ และกลุ่ม Black Lives Matter เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกิจกรรมการประท้วงในลักษณะดื้อแพ่งทางแพ่งมากที่สุด

การเคลื่อนไหวนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ หรือไม่?

นักกฎหมายและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนเห็นว่าขัดต่อ First Amendment ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิในการชุมนุมและการแสดงออกอย่างเสรี และอาจสร้างสภาวะ "Chilling Effect" หรือการทำให้ประชาชนหวาดกลัวจนไม่กล้าใช้สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล