ICE ทุ่มงบ 30 ล้านดอลลาร์ จ้าง Palantir พัฒนา ImmigrationOS ติดตามการเนรเทศแบบเรียลไทม์

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (Immigration and Customs Enforcement หรือ ICE) ได้บรรลุข้อตกลงจ้างบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ Palantir ด้วยมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างระบบติดตามการเดินทางออกนอกประเทศของผู้ย้ายถิ่นฐานแบบเกือบเรียลไทม์ (Near Real-time Visibility) โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่เลือกเดินทางกลับประเทศด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่า Self-deportation

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางนโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กดดันให้ผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายจำนวนมากเดินทางออกจากสหรัฐฯ โดยสมัครใจ ซึ่งระบบใหม่นี้จะเข้ามาปิดช่องโหว่ด้านเทคโนโลยีที่ ICE ประสบปัญหามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับผู้ที่พำนักเกินกำหนดวีซ่า (Visa Overstays) เนื่องจากความยากลำบากในการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometric) และข้อมูลทางชีวประวัติ (Biographic) ของผู้ที่เดินทางออกทางบก

ทำความรู้จักกับ ImmigrationOS: แพลตฟอร์มยกระดับการเนรเทศ

ระบบใหม่นี้มีชื่อว่า Immigration Lifecycle Operating System หรือ ImmigrationOS ซึ่ง Palantir จะต้องส่งมอบตัวต้นแบบ (Prototype) ภายในวันที่ 25 กันยายน 2025 และสัญญาฉบับนี้จะมีผลต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยเดือนกันยายน 2027 โดยมีฟังก์ชันหลัก 3 ประการ ดังนี้:

  • การกำหนดเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญ (Targeting and Enforcement Prioritization): ช่วยให้เจ้าหน้าที่คัดกรองและจับกุมผู้ที่ต้องถูกเนรเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับอาชญากรที่ใช้ความรุนแรง สมาชิกแก๊ง และผู้ที่อยู่เกินกำหนดวีซ่า
  • การติดตามการเนรเทศตนเอง (Self-Deportation Tracking): สร้างระบบที่สามารถรายงานจำนวนและข้อมูลของผู้ที่เดินทางออกจากสหรัฐฯ ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดนโยบายการบังคับใช้กฎหมาย
  • กระบวนการวงจรการย้ายถิ่นฐาน (Immigration Lifecycle Process): ปรับปรุงขั้นตอนการระบุตัวตนและการส่งตัวกลับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ในการเนรเทศ
สรุปรายละเอียดสัญญาจ้าง ImmigrationOS
หัวข้อ รายละเอียด
มูลค่าสัญญาเพิ่มเติม 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้พัฒนา Palantir
กำหนดส่งตัวต้นแบบ 25 กันยายน 2025
ระยะเวลาสัญญา สิ้นสุดอย่างน้อย กันยายน 2027
เป้าหมายหลัก ติดตามการเนรเทศตนเองและจัดการผู้พำนักเกินกำหนดวีซ่า

เหตุผลที่ ICE เลือก Palantir

ICE ระบุว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ระบบ ImmigrationOS เพื่อให้สามารถกวาดล้างแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น MS-13 และ Tren de Aragua รวมถึงเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเร่งรัดการเนรเทศ

ทางหน่วยงานอ้างว่า Palantir เป็นเพียงบริษัทเดียวที่สามารถส่งมอบระบบต้นแบบได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 6 เดือน เนื่องจากมีความเข้าใจในโครงสร้างการทำงานของ ICE อย่างลึกซึ้งจากการเป็นคู่สัญญากันมาตั้งแต่ปี 2011 นอกจากนี้ Palantir ยังมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงระดับสูงของสหรัฐฯ เช่น FBI, กองทัพบก, กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมถึงกำลังช่วยหน่วยงานประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ของ Elon Musk ในการสร้างระบบ API ขนาดใหญ่ให้กับกรมสรรพากร (IRS) อีกด้วย

ข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและการบังคับใช้กฎหมาย

มีรายงานว่าระบบจัดการเคสของ Palantir ที่ ICE ใช้งานอยู่ สามารถสืบค้นข้อมูลบุคคลได้อย่างละเอียดผ่านหมวดหมู่เฉพาะทางหลายร้อยรายการ เช่น วิธีการเข้าเมือง, สถานะทางกฎหมาย, สีผม, สีตา, รอยสัก, รอยแผลเป็น ไปจนถึงข้อมูลจากเครื่องอ่านป้ายทะเบียนรถ ซึ่งสามารถระบุตำแหน่งการเดินทางของบุคคลได้อย่างแม่นยำ

ในขณะเดียวกัน มาตรการกดดันให้เกิดการเนรเทศตนเองเริ่มมีความเข้มข้นขึ้น เช่น การยกเลิกการผ่อนผันชั่วคราว (Parole) ของผู้ลี้ภัยจากคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา กว่า 5 แสนราย ซึ่งนำไปสู่การโต้แย้งทางกฎหมาย โดยล่าสุดผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้สั่งระงับการยกเลิกสิทธิ์การพำนักในโครงการ CHNV ไว้ชั่วคราว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • งบประมาณ: ICE จ่ายเงิน 30 ล้านดอลลาร์ให้ Palantir เพื่อพัฒนา ImmigrationOS
  • เป้าหมาย: ติดตามการเนรเทศตนเองแบบเรียลไทม์และจัดการผู้ที่อยู่เกินกำหนดวีซ่า
  • กลุ่มเป้าหมายหลัก: อาชญากรที่ใช้ความรุนแรง, สมาชิกแก๊ง และผู้พำนักผิดกฎหมาย
  • ความสามารถของระบบ: สืบค้นข้อมูลเชิงลึกได้ตั้งแต่ลักษณะทางกายภาพไปจนถึงตำแหน่งรถยนต์
  • ไทม์ไลน์: ตัวต้นแบบต้องเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2025

คำถามที่พบบ่อย

ImmigrationOS คืออะไร?

คือแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ใหม่ที่พัฒนาโดย Palantir เพื่อช่วยให้ ICE สามารถติดตามการเนรเทศตนเอง จัดลำดับความสำคัญในการจับกุม และบริหารจัดการโลจิสติกส์ในการส่งตัวผู้ย้ายถิ่นฐานกลับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม ICE ถึงต้องใช้ระบบติดตามแบบเรียลไทม์?

เนื่องจากปัจจุบัน ICE ขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับผู้ที่พำนักเกินกำหนดวีซ่า โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศทางบก ซึ่งทำให้การเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลทำได้ยาก

Palantir มีบทบาทอย่างไรในหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ?

Palantir เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น FBI, กองทัพสหรัฐฯ และล่าสุดคือการช่วยสร้างระบบค้นหาข้อมูลข้ามฐานข้อมูลให้กับ IRS ภายใต้โครงการของ DOGE

ระบบนี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวอย่างไร?

ระบบสามารถเข้าถึงและสืบค้นข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดมาก เช่น รอยสัก รอยแผลเป็น และข้อมูลการเคลื่อนที่จากป้ายทะเบียนรถ ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับการสอดแนมและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักที่ระบบนี้จะมุ่งเน้น?

ระบบจะให้ความสำคัญกับกลุ่มอาชญากรที่ใช้ความรุนแรง สมาชิกแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ และบุคคลที่ถือวีซ่าแต่พำนักอยู่ในสหรัฐฯ เกินระยะเวลาที่กำหนด