DHS กับการตีความกิจกรรมประท้วงแบบปกติให้เป็น 'ยุทธวิธีรุนแรง'

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (Department of Homeland Security หรือ DHS) กำลังสร้างความกังวลอย่างมาก หลังจากมีการส่งคำแนะนำไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น ให้เฝ้าระวังและตีความกิจกรรมการประท้วงทั่วไปว่าเป็น "ยุทธวิธีที่รุนแรง" (Violent Tactics) ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมปกติในชีวิตประจำวัน เช่น การปั่นจักรยาน หรือการไลฟ์สดเหตุการณ์ขณะเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่

ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยผ่านจดหมายแจ้งเตือนภัยที่ออกในช่วงการประท้วง "No Kings" โดย DHS ระบุว่าการกวาดล้างผู้อพยพอย่างรุนแรงของรัฐบาลมีแนวโน้มสูงที่จะกระตุ้นให้เกิดความไม่สงบภายในประเทศ และอาจนำไปสู่การปะทะกันบริเวณสถานที่ราชการของรัฐบาลกลาง เนื่องจากกระแสต่อต้านหน่วยงาน ICE (หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายด้านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) ที่ขยายตัวกว้างขึ้น

การเปลี่ยนพฤติกรรมปกติให้กลายเป็นภัยคุกคาม

ในคำแนะนำดังกล่าว DHS ได้เตือนให้ตำรวจเตรียมพร้อมรับมือกับอาวุธประดิษฐ์ เช่น ถังดับเพลิงบรรจุสี ระเบิดควัน หรือก้อนหิน แต่ในขณะเดียวกัน กลับสั่งให้เจ้าหน้าที่มองว่าอุปกรณ์พื้นฐานอย่าง หน้ากาก ไฟฉาย และกล้องถ่ายรูป เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดยให้เจ้าหน้าที่มองผู้ประท้วงในฐานะ "ศัตรู"

สิ่งที่น่าตกใจคือการตีความพฤติกรรมดังต่อไปนี้ว่าเป็นยุทธวิธีที่เป็นอันตราย:

  • การใช้จักรยานหรือสเก็ตบอร์ด: ถูกมองว่าเป็น "หน่วยสอดแนม" (Scouts) ที่คอยหาจุดอ่อนหรือมองหาวัตถุมาใช้เป็นอาวุธ
  • การไลฟ์สด (Livestreaming): ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Doxxing) เพื่อใช้ข่มขู่เจ้าหน้าที่
  • การโพสต์ออนไลน์: ถูกมองว่าเป็นการรับสมัครแนวร่วมทางอุดมการณ์ หรือการแบ่งปันข้อมูลการสอดแนม

นอกจากนี้ ศูนย์ข่าวกรองภูมิภาคร่วม (Joint Regional Intelligence Center หรือ JRIC) ซึ่งเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลหลังเหตุการณ์ 9/11 ยังระบุว่าผู้ประท้วงพยายามใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อระบุตัวตนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งปกติแล้วเทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือหลักของฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย

Image 10

ผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองและเสรีภาพ

Vera Eidelman ทนายความอาวุโสจาก ACLU (American Civil Liberties Union) วิจารณ์ว่า การที่รัฐบาลปฏิบัติกับกิจกรรมที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เช่น การบันทึกภาพการทำงานของตำรวจ ให้เป็นภัยคุกคามนั้นเป็นเรื่องที่ "น่ากังวลและอันตราย" เพราะอาจนำไปสู่การใช้กำลังเกินกว่าเหตุต่อผู้ที่เพียงแค่ใช้สิทธิตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 (First Amendment) ของสหรัฐฯ

ด้าน Ryan Shapiro จากกลุ่ม Property of the People ชี้ให้เห็นว่า รายงานของ DHS มีการนำการจัดตั้งกลุ่มประท้วงและการทำงานด้านวารสารศาสตร์ไปปะปนกับความรุนแรงแบบก่อการร้าย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้มาตรการเผด็จการของเจ้าหน้าที่

ตารางสรุปการตีความพฤติกรรมโดย DHS

การเปรียบเทียบกิจกรรมปกติกับการตีความของ DHS
กิจกรรม/อุปกรณ์ มุมมองทั่วไป การตีความของ DHS/JRIC
การปั่นจักรยาน/สเก็ตบอร์ด การเดินทาง/กิจกรรมนันทนาการ หน่วยสอดแนมหาอาวุธ
การไลฟ์สด/ถ่ายภาพ การบันทึกเหตุการณ์/วารสารศาสตร์ ยุทธวิธีข่มขู่เจ้าหน้าที่
หน้ากาก/ไฟฉาย อุปกรณ์ป้องกันตัว/ส่องสว่าง สัญญาณเตรียมก่อความรุนแรง
การโพสต์โซเชียลมีเดีย การแสดงออกทางความคิดเห็น การรับสมัครแนวร่วม/สอดแนม

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การเฝ้าระวังเชิงรุก: เปลี่ยนจากการลดความขัดแย้ง (De-escalation) มาเป็นการควบคุมผ่านการสอดแนมและขัดขวางตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การสร้างแฟ้มประวัติ: มีการทำ "Baseball Cards" หรือแฟ้มข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประท้วง โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เช่น Canary Mission
  • ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน: พบว่ารายงานแจ้งเตือนบางฉบับมีข้อมูลเท็จ เช่น ข่าวลือเรื่องรถ U-Haul ขนอาวุธ หรือเว็บไซต์ล้อเลียนที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแหล่งทุนจ้างผู้ประท้วง
  • การใช้จิตวิทยา: การออกประกาศเตือนภัยช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้ประท้วงดูเป็น "ผู้ก่อการร้ายในประเทศ" เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังปราบปราม

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมการปั่นจักรยานในที่ประท้วงถึงถูกมองว่ารุนแรง?

DHS ตีความว่าผู้ที่ใช้จักรยานหรือสเก็ตบอร์ดอาจทำหน้าที่เป็น "หน่วยสอดแนม" เพื่อสำรวจพื้นที่หรือค้นหาวัตถุที่สามารถนำมาดัดแปลงเป็นอาวุธได้

Fusion Center คืออะไรและมีบทบาทอย่างไร?

Fusion Center คือศูนย์รวมข่าวกรองที่นำข้อมูลจากหลายแหล่ง (รวมถึง Open-source) มาวิเคราะห์และส่งต่อให้ตำรวจ ซึ่งมักใช้การคาดการณ์ความเสี่ยงจากอุดมการณ์หรือโซเชียลมีเดียมากกว่าหลักฐานการกระทำผิดที่ชัดเจน

การไลฟ์สดเหตุการณ์ประท้วงผิดกฎหมายหรือไม่?

ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ การบันทึกภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในที่สาธารณะเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครอง แต่ในคำแนะนำของ DHS กลับระบุว่านี่เป็นยุทธวิธีในการข่มขู่เจ้าหน้าที่

DHS ใช้ข้อมูลจากแหล่งใดในการสร้างแฟ้มประวัติผู้ประท้วง?

มีการใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เครือข่ายส่วนตัว และแหล่งข้อมูลภายนอก เช่น Canary Mission ซึ่งเป็นเว็บไซต์บัญชีดำที่มีอคติทางอุดมการณ์และไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลได้

การแจ้งเตือนภัย (Threat Bulletins) ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของตำรวจอย่างไร?

ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความระแวดระวังเกินกว่าเหตุและเตรียมพร้อมรับมือกับความขัดแย้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจใช้กำลังรุนแรงเนื่องจากถูกปลูกฝังว่าผู้ประท้วงคือผู้ก่อการร้าย