โครงการ 287(g) และการจ้างวานตำรวจท้องถิ่นเพื่อบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ
เมืองขนาดเล็กอย่าง Carroll ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งมีประชากรเพียง 820 คน กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรกๆ ของรัฐบาลท้องถิ่นที่ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินมหาศาลจากการร่วมมือกับรัฐบาลกลาง โดยได้รับเงินโอนจำนวน 122,515 ดอลลาร์จาก Department of Homeland Security (DHS) หรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง
ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นภายใต้ "Task Force Model" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ 287(g) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางได้ โดยในเมือง Carroll เจ้าหน้าที่ตำรวจเต็มเวลาทั้ง 4 นาย รวมถึงผู้บัญชาการและร้อยโท ได้ลงนามเข้าร่วมเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจ เพื่อช่วยเหลือ Immigration and Customs Enforcement (ICE) หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ ในการกวาดล้างและจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง
แรงจูงใจทางการเงินและการขยายตัวของเครือข่าย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ WIRED และข้อมูลจาก ICE พบว่ามีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายถึง 920 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งรวมถึงกรมตำรวจในระดับเมืองและหมู่บ้านกว่า 500 แห่ง นอกจากนี้ในรัฐฟลอริดายังมีการลงนามในข้อตกลงนี้โดยตำรวจท่าเรือ สนามบิน และตำรวจมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง
กลยุทธ์การดึงดูดใจของ ICE ไม่ได้มีเพียงแค่การสนับสนุนด้านบุคลากร แต่ยังรวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการเงินที่น่าสนใจ ดังนี้:
- งบอุปกรณ์: สนับสนุนเงินสูงสุด 7,500 ดอลลาร์ต่อเจ้าหน้าที่หนึ่งนายที่ผ่านการฝึกอบรม
- งบยานพาหนะ: มอบเงิน 100,000 ดอลลาร์สำหรับการซื้อรถยนต์คันใหม่ให้กับหน่วยงานที่ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOA)
- เงินเดือนและค่าล่วงเวลา: รัฐบาลกลางตกลงจะครอบคลุมค่าจ้างรายปี และค่าล่วงเวลาได้สูงสุดถึง 25% ของเงินเดือน
- เงินรางวัลพิเศษ: มอบเงินรางวัลรายไตรมาสตั้งแต่ 500 ถึง 1,000 ดอลลาร์ ตามสัดส่วนความสำเร็จในการติดตามตัวผู้ลักลอบเข้าเมืองตามที่ ICE ระบุ
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในเมือง Carroll เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือ ICE ในการควบคุมตัวบุคคล 7 ราย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสืบสวนคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมาแล้วขับหลายครั้ง
ข้อตกลงลับและการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล
สิ่งที่น่ากังวลคือการมี "ข้อตกลงการบริการ" (Service Agreement) ฉบับลับที่แยกต่างหากจากบันทึกข้อตกลงสาธารณะ โดยข้อตกลงลับนี้มีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในสองประเด็นหลัก:
1. ความรับผิดทางกฎหมาย
ในขณะที่ข้อตกลงสาธารณะระบุว่าเจ้าหน้าที่ "อาจ" ร้องขอให้กระทรวงยุติธรรม (DOJ) ช่วยเหลือทางกฎหมายหากถูกฟ้องร้อง แต่ในข้อตกลงลับระบุชัดเจนว่า ICE "จะร้องขอ" ให้ DOJ รับผิดชอบในการต่อสู้คดีแทนเมือง Carroll หากมีการฟ้องร้องจากผู้ลักลอบเข้าเมืองที่คัดค้านการกักตัวหรือสถานะการเข้าเมือง
2. การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
ข้อตกลงลับระบุว่าข้อมูลที่ได้รับจากการปฏิบัติงานภายใต้โครงการนี้จะอยู่ภายใต้ "การควบคุมของ ICE" และจะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องขอตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง (FOIA) เท่านั้น ซึ่งมักใช้เวลานานกว่าการขอข้อมูลตามกฎหมายของรัฐ ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ เมือง Carroll ยังต้องแจ้งให้สำนักงานประสานงานรัฐสภาของ ICE ทราบหากได้รับคำขอข้อมูลจากสมาชิกสภาคองเกรส และต้องให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ ICE ตรวจสอบเนื้อหาในข่าวประชาสัมพันธ์ก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ข้อตกลงสาธารณะ (Public Agreement) | ข้อตกลงลับ (Private Agreement) |
|---|---|---|
| การต่อสู้คดีทางกฎหมาย | "อาจ" ร้องขอการสนับสนุนจาก DOJ | ICE "จะร้องขอ" ให้ DOJ รับผิดชอบการสู้คดี |
| การเข้าถึงข้อมูล | ปฏิบัติตามกฎหมายข้อมูลสาธารณะของรัฐ | อยู่ภายใต้การควบคุมของ ICE และกฎหมายรัฐบาลกลาง |
| การสื่อสารกับสื่อ | ต้องประสานงานกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ ICE | ต้องให้ ICE ตรวจสอบและอนุมัติเนื้อหาก่อนเผยแพร่ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- โครงการ 287(g): คือกลไกที่อนุญาตให้ตำรวจท้องถิ่นทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองแทนรัฐบาลกลาง
- แรงจูงใจ: ICE ใช้เงินสนับสนุนทั้งค่าอุปกรณ์ รถยนต์ เงินเดือน และเงินรางวัลเพื่อดึงดูดหน่วยงานท้องถิ่น
- การขยายตัว: มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเข้าร่วมแล้วกว่า 920 แห่งทั่วสหรัฐฯ
- ความโปร่งใส: มีการใช้ข้อตกลงลับเพื่อจำกัดการเปิดเผยข้อมูลและโอนความรับผิดทางกฎหมายไปยังรัฐบาลกลาง
คำถามที่พบบ่อย
โครงการ 287(g) คืออะไร?
คือโครงการของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นที่ผ่านการฝึกอบรม สามารถปฏิบัติหน้าที่บางประการในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองแทนเจ้าหน้าที่ของ ICE ได้
เมือง Carroll ได้รับประโยชน์อะไรจากการเข้าร่วมโครงการนี้?
ได้รับเงินสนับสนุนทางการเงินจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบเงินโอนโดยตรง งบประมาณซื้อรถยนต์ใหม่ ค่าอุปกรณ์สำหรับเจ้าหน้าที่ รวมถึงการที่รัฐบาลกลางช่วยครอบคลุมค่าเงินเดือนและค่าล่วงเวลาของตำรวจ
ทำไมต้องมีข้อตกลงลับแยกจากข้อตกลงสาธารณะ?
เพื่อกำหนดรายละเอียดเรื่องความรับผิดทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น และเพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของสาธารณชน โดยให้ข้อมูลตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางแทนที่จะเป็นกฎหมายข้อมูลข่าวสารของรัฐท้องถิ่น
โครงการนี้ส่งผลกระทบต่อความโปร่งใสอย่างไร?
ทำให้การขอข้อมูลผ่านกฎหมายของรัฐ (เช่น Right-to-Know Law) ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากหน่วยงานท้องถิ่นถูกบังคับให้ส่งคำขอไปยัง ICE ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาที่ยาวนานกว่าและควบคุมการเปิดเผยข้อมูลได้มากกว่า



