ICE กับประเด็นการจัดซื้อหัวรบขีปนาวุธ: ข้อผิดพลาดทางเอกสารหรือความจริง
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลและสื่อต่างประเทศ เมื่อมีการตรวจพบข้อมูลในฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ICE (US Immigration and Customs Enforcement) หรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ ได้ชำระเงินจำนวน 61,218 ดอลลาร์ เพื่อซื้อสิ่งที่ระบุว่าเป็น "หัวรบขีปนาวุธนำวิถีและส่วนประกอบระเบิด" เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา
ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่าน Substack Popular Information และกลายเป็นไวรัลหลังจากที่วุฒิสมาชิก Chris Larson นำไปโพสต์บน BlueSky ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากว่าเจ้าหน้าที่ ICE กำลังสะสมอาวุธร้ายแรงเพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน
เบื้องหลังความเข้าใจผิด: รหัสสินค้าที่คลาดเคลื่อน
จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า ความตื่นตระหนกนี้อาจเกิดจากความผิดพลาดในการลงรหัส PSC (Product and Service Code) ซึ่งเป็นรหัสมาตรฐานที่หน่วยงานรัฐใช้ระบุประเภทสินค้าและบริการ โดยรหัสนี้จะถูกกำหนดโดยสำนักงานสัญญาจ้างของรัฐ ไม่ใช่บริษัทผู้ขาย
Quantico Tactical บริษัทที่เป็นคู่สัญญาในรายการนี้ ยืนยันผ่านทางอีเมลกับ WIRED ว่าพวกเขาไม่ได้จำหน่ายอุปกรณ์ระเบิดหรือหัวรบขีปนาวุธแต่อย่างใด โดยทาง CEO ของบริษัทระบุว่ารหัส PSC ดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดอย่างแน่นอน เนื่องจากสินค้าหลักของบริษัทคืออาวุธปืน มีดพับ และอุปกรณ์เสริมทางยุทธวิธีเท่านั้น
การวิเคราะห์รายการชำระเงินที่เกี่ยวข้อง
เมื่อพิจารณาคำอธิบายในบันทึกการชำระเงิน รายการนี้ระบุว่าเป็นการจัดซื้อ "อุปกรณ์สร้างความเบี่ยงเบนความสนใจ" (Distraction Devices) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานโครงการอาวุธปืนและยุทธวิธี (OFTP) ของ ICE ซึ่งสอดคล้องกับการชำระเงินครั้งอื่นๆ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2025 และกันยายน 2024 ที่ใช้รหัส PSC ในหมวด "อาวุธเคมีและอุปกรณ์" ซึ่งครอบคลุมถึงเครื่องสร้างควัน
| รายการ/บริษัท | รหัส PSC ที่ระบุ | คำอธิบายในเอกสาร | ข้อเท็จจริงที่พบ |
|---|---|---|---|
| Quantico Tactical | หัวรบขีปนาวุธนำวิถี | อุปกรณ์สร้างความเบี่ยงเบนความสนใจ | บริษัทไม่ได้ขายหัวรบ เป็นความผิดพลาดของรหัส PSC |
| Prestige Auto Collision (2007) | การซ่อมบำรุงขีปนาวุธ | ซ่อมรถยนต์ที่ถูกชนท้าย | เป็นการซ่อมรถยนต์ทั่วไป |
| Atlantic Driving Supply (2007) | ส่วนประกอบขีปนาวุธ | ศูนย์เล็งโฮโลกราฟิก (Holographic sight) | เป็นอุปกรณ์ช่วยเล็งหรือกล้องส่องทางไกล |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ไม่มีการซื้อหัวรบจริง: บริษัทคู่สัญญาไม่ได้จำหน่ายอาวุธระเบิด และประวัติการจัดซื้อของ ICE ไม่เคยมีการซื้อหัวรบขีปนาวุธอย่างถูกต้องมาก่อน
- ความผิดพลาดซ้ำซาก: พบประวัติการลงรหัส PSC ผิดพลาดในอดีต เช่น การซ่อมรถยนต์แต่ลงรหัสเป็นการซ่อมขีปนาวุธ
- อุปกรณ์ที่ใช้จริง: ICE มีการใช้ อาวุธเคมี (Chemical Munitions) เช่น แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย และระเบิดควัน ซึ่งได้รับอนุญาตตามคู่มือการใช้กำลังปี 2021
- งบประมาณที่เพิ่มขึ้น: มีการรายงานว่าการใช้จ่ายในหมวดการผลิตอาวุธขนาดเล็กและอุปกรณ์เสริมของ ICE เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2024-2025 (ประมาณ 636% ถึง 700%)
สถานการณ์การปฏิบัติงานในปัจจุบัน
แม้ประเด็นเรื่องหัวรบจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่การยกระดับความเข้มข้นในการปฏิบัติงานของ ICE ได้สร้างความตึงเครียดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเมืองชิคาโกและพอร์ตแลนด์ ซึ่งมีการใช้แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยกับผู้ประท้วงอย่างแพร่หลาย จนนำไปสู่การตั้งคำถามจากผู้พิพากษาในชิคาโกเกี่ยวกับการใช้สารเคมีเหล่านี้ในพื้นที่ใกล้กับโรงเรียนประถมศึกษา
คำถามที่พบบ่อย
ICE ซื้อหัวรบขีปนาวุธมาใช้จริงหรือไม่?
ไม่เป็นความจริง ข้อมูลดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการระบุรหัสสินค้า (PSC) ในระบบฐานข้อมูลของรัฐบาล โดยบริษัทผู้ขายยืนยันว่าไม่ได้จำหน่ายสินค้าประเภทดังกล่าว
รหัส PSC คืออะไรและทำไมถึงเกิดความผิดพลาดได้?
PSC หรือ Product and Service Code คือรหัสที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าและบริการในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งรหัสนี้ถูกกำหนดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ผู้ขาย จึงอาจเกิดความคลาดเคลื่อนในการเลือกใช้รหัสให้ตรงกับสินค้าจริง
แล้ว ICE ซื้ออะไรจาก Quantico Tactical?
แม้จะไม่มีการระบุชื่อสินค้าชัดเจน แต่ในเอกสารระบุว่าเป็น "อุปกรณ์สร้างความเบี่ยงเบนความสนใจ" ซึ่งคาดว่าเป็นอุปกรณ์ทางยุทธวิธี เช่น อุปกรณ์สร้างควัน หรืออุปกรณ์สนับสนุนการฝึกอบรมของหน่วย OFTP
ICE สามารถใช้อาวุธเคมีในการปฏิบัติงานได้หรือไม่?
สามารถใช้ได้ตามคู่มือ "Firearms and Use of Force" ปี 2021 ซึ่งระบุถึงการใช้สารเคมี เช่น แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้อำนวยการร่วมของหน่วยงานและสำนักงาน OFTP ก่อน
มีการเพิ่มงบประมาณด้านอาวุธของ ICE จริงหรือไม่?
จริง มีรายงานว่าการใช้จ่ายในหมวดการผลิตอาวุธขนาดเล็กและอุปกรณ์เสริมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2024 ถึง 2025 โดยมีการวิเคราะห์ว่าเพิ่มขึ้นระหว่าง 636% ถึง 700%



