การเก็บ DNA ผู้อพยพในสหรัฐฯ ประเด็นร้อนด้านสิทธิมนุษยชนและการสอดแนมทางพันธุกรรม

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อ วุฒิสมาชิก Ron Wyden จากรัฐออริกอน ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ของสหรัฐฯ ชี้แจงถึงเหตุผลและวิธีการเก็บตัวอย่าง DNA จากผู้อพยพจำนวนมหาศาล ซึ่งรวมถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเขามองว่าการดำเนินการนี้เป็นการขยายขอบเขตการสอดแนมที่ขาดความโปร่งใสและน่ากังวลอย่างยิ่ง

ข้อมูลที่น่าตกใจระบุว่า มีเด็กและวัยรุ่นผู้อพยพประมาณ 133,000 คน ถูกเก็บตัวอย่างทางพันธุกรรม ซึ่งข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยผ่านคำร้องขอข้อมูลตามกฎหมาย Freedom of Information Act โดยมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และได้รับการรายงานครั้งแรกโดย WIRED โดยวุฒิสมาชิก Wyden ย้ำว่ารัฐบาลยังไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่าเหตุใดจึงต้องเก็บรักษา DNA ของเด็กเหล่านี้ไว้เป็นการถาวร

การเปลี่ยนฐานข้อมูลอาชญากรรมให้เป็นคลังเก็บ DNA ผู้อพยพ

ข้อมูลทางพันธุกรรมที่ถูกจัดเก็บจะถูกนำไปใส่ไว้ใน CODIS (Combined DNA Index System) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของ FBI ที่เดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อระบุตัวตนผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรมรุนแรง แต่ปัจจุบันกลับถูกใช้เป็นที่เก็บข้อมูลของผู้อพยพที่ถูกกักตัวในคดีแพ่ง ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์หลักของระบบนี้ตั้งแต่ต้น

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีเด็กจำนวนมากถูกเก็บ DNA รวมถึงเด็กที่มีอายุเพียง 13 ปีหรือน้อยกว่านั้นอย่างน้อย 227 คน โดยพบว่ากว่า 70% ของผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลเป็นพลเมืองจาก 4 ประเทศหลัก ได้แก่ เม็กซิโก, เวเนซุเอลา, คิวบา และเฮติ

ความน่ากังวลคือ เมื่อข้อมูลของเด็กเหล่านี้อยู่ใน CODIS พวกเขาจะถูกระบบตรวจสอบทุกครั้งที่มีการค้นหาฐานข้อมูล ซึ่งหมายความว่าเด็กๆ เหล่านี้อาจถูกเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายมองว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในทุกคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในอนาคตอย่างไม่มีกำหนด

Image 9

การขยายตัวของการสอดแนมทางชีวภาพ (Biometric Surveillance)

การวิเคราะห์จากศูนย์กฎหมายว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและเทคโนโลยีแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ พบว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีตัวอย่าง DNA มากกว่า 250,000 รายการถูกเพิ่มเข้าไปใน CODIS สะท้อนให้เห็นถึงการเร่งตัวของการเปลี่ยนเครื่องมือปราบปรามอาชญากรรมให้กลายเป็นคลังเก็บข้อมูลพันธุกรรมของผู้อพยพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่าง David Cole และนักวิชาการด้านการสอดแนมเตือนว่า พฤติกรรมนี้คือ Mission Creep หรือการขยายขอบเขตภารกิจเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต โดยมักเริ่มทดลองใช้กับกลุ่มคนที่เปราะบางและไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองอย่างผู้อพยพ ก่อนที่จะกลายเป็นมาตรฐานปกติที่นำมาใช้กับพลเมืองทั่วไปในที่สุด

สรุปข้อมูลการเก็บ DNA ผู้อพยพในสหรัฐฯ
หัวข้อ รายละเอียดสำคัญ
จำนวนเด็กที่ถูกเก็บ DNA ประมาณ 133,000 คน
กลุ่มอายุที่น้อยที่สุด 13 ปีหรือต่ำกว่า (อย่างน้อย 227 คน)
ประเทศหลักที่ถูกจัดเก็บ เม็กซิโก, เวเนซุเอลา, คิวบา, เฮติ (รวมกว่า 70%)
ระบบที่ใช้จัดเก็บ CODIS (ฐานข้อมูล FBI สำหรับคดีอาชญากรรมรุนแรง)
จำนวนตัวอย่างใหม่ (4 เดือนล่าสุด) มากกว่า 250,000 รายการ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การใช้ผิดวัตถุประสงค์: ระบบ CODIS ถูกสร้างมาเพื่อสู้กับอาชญากรรมรุนแรง ไม่ใช่เพื่อกักเก็บข้อมูลผู้อพยพในคดีแพ่ง
  • ผลกระทบระยะยาว: เด็กที่ถูกเก็บ DNA จะมีประวัติในฐานข้อมูลอาชญากรรมตลอดไป ทำให้เสี่ยงต่อการถูกสงสัยในคดีต่างๆ
  • ขาดความโปร่งใส: รัฐบาลสหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ว่าปกปิดข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับการดำเนินงานนี้
  • ความเสี่ยงต่อพลเมือง: นักสิทธิมนุษยชนเตือนว่าการสอดแนมที่เริ่มจากผู้อพยพ จะนำไปสู่การสอดแนมพลเมืองสหรัฐฯ ในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย

CODIS คืออะไรและมีไว้เพื่ออะไร?

CODIS หรือ Combined DNA Index System คือฐานข้อมูลทางพันธุกรรมของ FBI ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ระบุตัวตนผู้กระทำผิดในคดีอาชญากรรมรุนแรง เพื่อช่วยในการสืบสวนและจับกุมคนร้าย

ทำไมการเก็บ DNA จากเด็กผู้อพยพจึงเป็นปัญหา?

เพราะเป็นการเก็บข้อมูลทางชีวภาพ (Biometric data) ของผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดทางอาญา และการเก็บรักษาข้อมูลไว้ถาวรในฐานข้อมูลอาชญากรรมทำให้เด็กเหล่านี้ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นผู้ต้องสงสัยในทุกการสืบสวนในอนาคต

กลุ่มผู้อพยพจากประเทศใดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด?

ข้อมูลระบุว่ามากกว่า 70% ของผู้ที่ถูกเก็บ DNA เป็นพลเมืองจาก 4 ประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก, เวเนซุเอลา, คิวบา และเฮติ

วุฒิสมาชิก Ron Wyden เรียกร้องอะไรจากรัฐบาล?

เขาเรียกร้องให้มีการเปิดเผยอำนาจทางกฎหมายที่ใช้ในการเก็บข้อมูล วิธีการจัดเก็บ การนำไปใช้ รวมถึงนโยบายการลบข้อมูล และจำนวนตัวอย่างทั้งหมดที่ถูกจัดเก็บ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เยาว์

การกระทำนี้ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้อพยพอย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการสอดแนมทางพันธุกรรม ซึ่งเมื่อระบบนี้ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติผ่านการใช้กับกลุ่มเปราะบาง ในที่สุดจะถูกนำมาใช้ควบคุมและสอดแนมพลเมืองทั่วไปในสังคม