แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานจากจีน กับความเสี่ยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) กลายเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นของบริษัทจากประเทศจีนในตลาดนี้กำลังสร้างความกังวลอย่างมากให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ
รายงานภายในจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (DHS) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการพึ่งพาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานจากจีน โดยระบุว่าการพึ่งพาที่มากเกินไปอาจขัดขวางการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัยภายในสหรัฐฯ เอง
การผูกขาดตลาดและข้อกล่าวหาเรื่องการสนับสนุนจากรัฐ
รายงานของ DHS ระบุว่าบริษัทจีนใช้การสนับสนุนจากรัฐบาลปักกิ่งเพื่อรุกตลาดสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ด้านราคาที่ต่ำอย่างผิดปกติ เพื่อสร้างการพึ่งพาในห่วงโซ่อุปทาน โดยมีการระบุชื่อ 3 บริษัทหลัก ได้แก่ CATL, BYD และ REPT ว่าได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ
ข้อมูลจาก SNE Research บริษัทวิจัยพลังงานจากเกาหลีใต้ ยืนยันถึงอิทธิพลของจีนในอุตสาหกรรมนี้ โดย CATL ครองส่วนแบ่งตลาดโลกถึง 40% และ BYD ครอง 12% นอกจากนี้ 8 ใน 10 ของบริษัทชั้นนำระดับโลกล้วนมาจากประเทศจีน ทำให้สหรัฐฯ แทบไม่มีทางเลือกอื่นในการสร้างระบบกักเก็บพลังงานสำหรับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Storage)
| บริษัท | ส่วนแบ่งการตลาดโลก | สถานะ/ข้อกล่าวหา |
|---|---|---|
| CATL | 40% | ผู้นำตลาดโลก ถูกระบุว่าใช้การสนับสนุนจากรัฐ |
| BYD | 12% | ผู้เล่นรายใหญ่ ถูกระบุว่าใช้แรงจูงใจทางภาษีในสหรัฐฯ |
| REPT | ไม่ระบุ | ถูกระบุว่าใช้กลยุทธ์ไม่เป็นธรรมเพื่อชิงตลาด |
ความพยายามของสหรัฐฯ ในการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
เพื่อลดการพึ่งพาจีน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ผลักดันกฎหมายสำคัญอย่าง Inflation Reduction Act และ Bipartisan Infrastructure Bill ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนเพื่อกระตุ้นการผลิตแบตเตอรี่ภายในประเทศ โดยล่าสุดในเดือนกันยายนมีการมอบเงินจูงใจอีก 3 พันล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต
อย่างไรก็ตาม รายงานของ DHS อ้างว่าบริษัทจีนพยายามใช้ช่องโหว่จากเงินสนับสนุนเหล่านี้เพื่อขยายตลาดของตน ซึ่งทางโฆษกของ CATL ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ โดยยืนยันว่าการเติบโตของบริษัทเกิดจากนวัตกรรมและการวางแผนกลยุทธ์ ไม่ใช่การพึ่งพาเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ

มุมมองด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ยังกังวลเรื่อง ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity) โดยเกรงว่าอุปกรณ์จากจีนอาจมี "ประตูหลัง" (Backdoor) ที่ยอมให้มีการแฮ็กข้อมูลหรือรบกวนโครงสร้างพื้นฐานได้ แม้ว่านักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie จะมองว่าความกังวลนี้อาจเกินจริงไปบ้าง เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานการส่งข้อมูลกลับไปยังจีนหรือการก่อกวนระบบ
ในด้านการเมือง กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมสั่งห้ามซื้อแบตเตอรี่จาก 6 บริษัทจีนภายในปี 2027 ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนพยายามผลักดันให้เพิ่มชื่อ CATL เข้าไปในบัญชีดำทางการค้า
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การครอบงำตลาด: บริษัทจีนผลิตเซลล์แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากกว่า 80% ของโลก และครองตลาดระบบกักเก็บพลังงานสูงถึง 90%
- ปัจจัยด้านราคา: ราคาแบตเตอรี่ที่ต่ำลงเกิดจากภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งในจีน
- มาตรการตอบโต้: สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจากจีน 25% เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
- ความท้าทาย: แม้สหรัฐฯ จะมีเงินอุดหนุนจำนวนมาก แต่การแข่งขันด้านต้นทุนกับจีนยังคงเป็นเรื่องยาก
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมสหรัฐฯ ถึงกังวลเรื่องแบตเตอรี่จากจีนทั้งที่ราคาถูกกว่า?
เพราะการพึ่งพาเทคโนโลยีและวัตถุดิบจากประเทศเดียวในปริมาณมหาศาล สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดความขัดแย้งทางการเมือง อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐฯ หยุดชะงักได้
บริษัท CATL และ BYD มีบทบาทอย่างไรในตลาดนี้?
ทั้งสองบริษัทเป็นผู้นำระดับโลก โดย CATL มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด และทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าใช้การสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเพื่อกดราคาให้ต่ำลงจนคู่แข่งรายอื่นไม่สามารถแข่งขันได้
ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่กล่าวถึงคืออะไร?
คือความกังวลว่าระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System) อาจถูกติดตั้งซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้รัฐบาลจีนเข้าถึงข้อมูลหรือควบคุมระบบไฟฟ้าของสหรัฐฯ จากระยะไกลได้
สหรัฐฯ มีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?
ใช้มาตรการทางภาษีนำเข้า การออกกฎหมายให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตในประเทศผ่าน Inflation Reduction Act และการสั่งห้ามหน่วยงานรัฐบางแห่งจัดซื้ออุปกรณ์จากบริษัทจีนที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยง



