จีนขยายอำนาจคุกคามผู้เห็นต่างทั่วโลก ผ่านสถานีตำรวจลับและกองทัพไอโอ

ในอดีต รัฐบาลจีนอาจพอใจเพียงแค่การควบคุมเสรีภาพในการพูดภายในประเทศและผลักดันผู้ที่เห็นต่างให้ออกไปนอกประเทศ แต่ปัจจุบันกลยุทธ์ได้เปลี่ยนไปสู่การติดตามและปราบปรามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ใดในโลก โดยไม่มีข้อจำกัดทั้งในโลกดิจิทัลและพื้นที่ทางกายภาพ

ล่าสุด อัยการสหรัฐฯ ในนิวยอร์กได้ประกาศสั่งฟ้องบุคคลชาวจีน 40 ราย ใน 3 คดีหลัก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปฏิบัติการของ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (Ministry of Public Security หรือ MPS) ของจีน ที่พยายามข่มขู่ คุกคาม และเซ็นเซอร์ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนในต่างแดน

ปฏิบัติการลับกลางมหานครนิวยอร์ก

หนึ่งในคดีที่สร้างความตกตะลึงมากที่สุดคือการจับกุมเจ้าหน้าที่ MPS สองราย ได้แก่ Lu Jianwang และ Chen Jinping ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกันจัดตั้ง สถานีตำรวจลับ ภายในย่านไชน่าทาวน์ (Chinatown) ของแมนแฮตตัน โดยใช้ตึกที่ดูธรรมดาบดบังปฏิบัติการติดตามและข่มขู่ผู้เห็นต่างชาวจีนที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ

พยานหลักฐานระบุว่า Lu มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมประท้วงสนับสนุนจีน การคุกคามชาวจีนในสหรัฐฯ และช่วยรัฐบาลจีนสืบสวนนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในแคลิฟอร์เนีย นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังถูกกล่าวหาว่าพยายามทำลายหลักฐานการติดต่อกับรัฐบาลจีนหลังจากทราบว่าถูก FBI ตรวจสอบ

Buildings in Chinatown

สงครามข้อมูลข่าวสารและกองทัพโทรลล์

นอกจากการคุกคามทางกายภาพ จีนยังใช้เครื่องมือดิจิทัลในการโจมตีผู้เห็นต่าง โดยมีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ MPS 34 รายที่บริหารจัดการ Troll Farm หรือโรงงานผลิตบัญชีปลอมเพื่อกระจายข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) และระดมโจมตีบุคคลบนโซเชียลมีเดีย

กลุ่มปฏิบัติการนี้มีชื่อว่า 912 Special Project Working Group ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างกระแสสนับสนุนจีนและโจมตีประเด็นอ่อนไหว เช่น ต้นกำเนิดของโควิด-19, การเสียชีวิตของ George Floyd และการที่สหรัฐฯ สนับสนุนยูเครนในสงครามกับรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีการก่อกวนการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ของผู้เห็นต่างด้วยการเปิดเพลงเสียงดังและส่งข้อความข่มขู่

A Chinese paramilitary police officer

การแทรกซึมบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ

คดีที่สามเกี่ยวข้องกับการแทรกซึมเข้าไปในบริษัทโทรคมนาคมของสหรัฐฯ (ระบุในเอกสารว่า Company-1) โดย Xinjiang “Julien” Jin และเจ้าหน้าที่รายอื่นรวม 10 คน ถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการเซ็นเซอร์ผู้ใช้งานที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน

วิธีการที่ใช้ประกอบด้วยการสั่งยุติการประชุมออนไลน์ การระงับบัญชีผู้ใช้โดยอ้างว่าละเมิดข้อตกลงการใช้งาน และการย้ายผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ "กักกัน" (Quarantine Server) เพื่อให้การตอบสนองของระบบช้าลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงภายใน (Insider Threat) สำหรับบริษัทสหรัฐฯ ที่ดำเนินธุรกิจในจีน

FBI poster containing photographs of 9 individuals

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • เป้าหมาย: เพื่อส่งออกระบบเผด็จการและกำจัดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนทั่วโลก
  • วิธีการ: ใช้ทั้งสถานีตำรวจลับในต่างแดน, กองทัพไอโอ (Troll Farm), และการแทรกซึมบริษัทเทคโนโลยี
  • เครือข่าย: กลุ่ม Safeguard Defenders รายงานว่าพบสถานีตำรวจลับของจีนกว่า 100 แห่งใน 50 ประเทศทั่วโลก
  • หน่วยงานหลัก: กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (MPS) และสำนักงานไซเบอร์สเปซของจีน (Cyberspace Administration of China)
สรุปรายละเอียด 3 คดีหลักในการปราบปรามผู้เห็นต่างของจีนในสหรัฐฯ
ประเภทปฏิบัติการ วิธีการหลัก เป้าหมาย/ผลกระทบ
สถานีตำรวจลับ จัดตั้งฐานปฏิบัติการในไชน่าทาวน์ นิวยอร์ก ติดตามและข่มขู่ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในสหรัฐฯ
กองทัพโทรลล์ (912 Group) ใช้บัญชีปลอมกระจายข้อมูลบิดเบือน โจมตีผู้เห็นต่างและบิดเบือนประเด็นระดับโลก
แทรกซึมบริษัทเทคโนโลยี ใช้พนักงานภายในควบคุมระบบแพลตฟอร์ม เซ็นเซอร์และระงับการประชุมออนไลน์ของผู้เห็นต่าง

คำถามที่พบบ่อย

สถานีตำรวจลับของจีนคืออะไร?

คือฐานปฏิบัติการที่ไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดตั้งขึ้นในต่างประเทศเพื่อใช้ติดตาม กดดัน และบังคับให้ผู้เห็นต่างหรือผู้ที่รัฐบาลจีนต้องการตัวเดินทางกลับประเทศ

กลุ่ม 912 Special Project Working Group ทำหน้าที่อะไร?

เป็นหน่วยงานภายใต้ MPS ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการบัญชีปลอมบนโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างข้อมูลเท็จสนับสนุนรัฐบาลจีน และระดมส่งข้อความคุกคามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประเทศจีน

การแทรกซึมบริษัทเทคโนโลยีส่งผลกระทบอย่างไร?

ทำให้ความเป็นส่วนตัวของการประชุมออนไลน์ถูกละเมิด และผู้ใช้งานที่แสดงความเห็นต่างอาจถูกระงับบัญชีหรือถูกจำกัดการเข้าถึงบริการโดยไม่เป็นธรรม

มีสถานีตำรวจลับแบบนี้ในประเทศอื่นนอกจากสหรัฐฯ หรือไม่?

มีรายงานจากกลุ่ม Safeguard Defenders ว่าพบสถานีตำรวจลับในลักษณะนี้มากกว่า 100 แห่ง กระจายอยู่ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

ทำไมกรณีนี้ถึงเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของสหรัฐฯ?

เพราะเป็นการนำวิธีการปกครองแบบเผด็จการมาใช้ในดินแดนสหรัฐฯ เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมกลุ่ม ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย