กำไล GPS ติดตามตัวผู้ย้ายถิ่นฐานในอังกฤษ: การควบคุมความมั่นคงหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
สำหรับ Mark Nelson การได้รับโทรศัพท์ในศูนย์กักตัวผู้ย้ายถิ่นฐานไม่ได้นำมาซึ่งข่าวดี แต่เป็นทางเลือกที่บีบคั้นใจ เขาต้องเลือกระหว่างการถูกกักตัวในห้องแคบๆ ที่ไม่ต่างจากคุกอย่างไม่มีกำหนด หรือการได้กลับไปหาลูกและครอบครัวโดยมีเงื่อนไขว่าต้องสวม GPS ankle tag หรือกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดตามตำแหน่งตลอดเวลา
Nelson ซึ่งย้ายจากจาเมกามาอยู่อังกฤษกว่า 20 ปี ยอมรับเงื่อนไขนี้ด้วยความสิ้นหวัง แม้เขาจะรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ทางเลือกที่แท้จริง แต่เป็นการถูกบังคับเพื่อให้พ้นจากสถานกักตัว
เบื้องหลังการสอดแนม 24 ชั่วโมง
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 Nelson ถูกติดตั้งอุปกรณ์ติดตามตัวโดยเจ้าหน้าที่จาก Electronic Monitoring Service ณ ศูนย์กักตัว Colnbrook ใกล้สนามบินฮีทโธรว์ อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำหน้าที่บันทึกพิกัดตำแหน่งของเขาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเขาจะทำกิจกรรมส่วนตัวในบ้าน พาลูกไปโรงเรียน หรือแม้แต่ตอนอาบน้ำ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปยังบริษัทเอกชนที่ดำเนินงานในนามของรัฐบาลอังกฤษ
ความรู้สึกของการถูกจับตามองตลอดเวลาส่งผลกระทบต่อจิตใจของ Nelson อย่างรุนแรง เขารู้สึกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกพรากไป และเปรียบอุปกรณ์นี้เหมือน "ปลิงสีเทาตัวยักษ์" ที่เกาะติดขาเขาไว้ไม่ห่าง

นโยบายการใช้กำไล GPS ในสหราชอาณาจักร
เดิมทีตั้งแต่ปี 2019 อังกฤษและเวลส์ใช้กำไล GPS กับผู้ที่กระทำผิดคดีรุนแรงหรือคดีอาวุธมีดหลังพ้นโทษ แต่ในปี 2021 ได้มีการขยายขอบเขตมาใช้กับผู้ที่อยู่ภายใต้คำสั่งเนรเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ในกรณีของ Nelson เขาถูกเพิกถอนสิทธิ์การพำนักหลังจากถูกตัดสินจำคุกในคดีปลูกกัญชาเมื่อปี 2017 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเคยทดลองใช้ระบบนี้กับผู้ย้ายถิ่นฐานที่เดินทางมาด้วยเรือขนาดเล็กทางตอนใต้ของอังกฤษ แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีประวัติอาชญากรรมเลยก็ตาม โดยข้อมูลจาก Public Law Project ระบุว่าระหว่างปี 2022 ถึง 2023 จำนวนผู้ที่ต้องสวมเครื่องติดตามตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 56% หรือมากกว่า 4,000 คน
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| กลุ่มเป้าหมายเดิม (2019) | ผู้กระทำผิดคดีรุนแรง/คดีอาวุธมีด |
| กลุ่มเป้าหมายใหม่ (2021) | ผู้ที่รอการเนรเทศ และผู้ย้ายถิ่นฐานบางกลุ่ม |
| อัตราการเพิ่มขึ้น (2022-2023) | เพิ่มขึ้น 56% (รวมกว่า 4,000 คน) |
| อัตราการหลบหนี (ครึ่งแรกปี 2022) | เพียง 1.3% ของผู้ประกันตัวเพื่อเนรเทศ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การโต้แย้งทางกฎหมาย: Mark Nelson เป็นบุคคลแรกที่ยื่นฟ้องต่อศาลสูง โดยระบุว่าการใช้กำไล GPS เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวที่เกินกว่าเหตุ
- มุมมองของรัฐบาล: Home Office ระบุว่าการติดตามทางอิเล็กทรอนิกส์จำเป็นสำหรับการจัดการผู้กระทำผิดชาวต่างชาติที่ยังไม่สามารถเนรเทศได้ทันที
- ปัญหาทางเทคนิค: อุปกรณ์มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ ซึ่งหากแบตเตอรี่หมดอาจถูกถือว่าละเมิดเงื่อนไขการประกันตัวและถูกส่งกลับไปยังศูนย์กักตัว
- แนวโน้มระดับโลก: การใช้เทคโนโลยีสอดแนมผู้ลี้ภัยและผู้ย้ายถิ่นฐานกำลังเพิ่มขึ้นในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย
ความล้มเหลวของระบบและผลกระทบทางจิตใจ
นอกเหนือจากประเด็นสิทธิมนุษยชน ปัญหาด้านประสิทธิภาพของอุปกรณ์ยังสร้างความเครียดให้กับผู้สวมใส่ Nelson อ้างว่ากำไลชิ้นแรกของเขามีแบตเตอรี่ที่อยู่ได้เพียง 2 ชั่วโมง ทำให้เขาต้องอยู่ใกล้ปลั๊กไฟตลอดเวลา และในเวลาต่อมาเขายังพบว่าอุปกรณ์อาจทำงานผิดพลาดจนไม่สามารถบันทึกพิกัดได้ แต่รัฐบาลยังคงบังคับให้เขาสวมใส่มันต่อไป
นอกจากนี้ยังมีกรณีของผู้ลี้ภัยชาวซูดันวัย 25 ปี ที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม แต่การถูกบังคับให้สวมกำไล GPS กลับไปกระตุ้นบาดแผลทางจิตใจจากการถูกพันธนาการและทรมานระหว่างการเดินทาง แม้ภายหลังศาลจะสั่งให้นำอุปกรณ์ออกและลบข้อมูลหลังจากเห็นรายงานทางจิตเวช แต่เขายังคงร่วมฟ้องร้องเพื่อคัดค้านนโยบายนี้
คำถามที่พบบ่อย
ใครบ้างที่ถูกบังคับให้สวมกำไล GPS ในอังกฤษ?
ผู้ที่กระทำผิดคดีรุนแรง, ผู้ที่อยู่ภายใต้คำสั่งเนรเทศ และในบางช่วงเวลา รวมถึงผู้ย้ายถิ่นฐานที่เดินทางมาด้วยเรือขนาดเล็กแม้ไม่มีประวัติอาชญากรรม
ทำไมรัฐบาลอังกฤษถึงใช้ระบบติดตามตัวนี้?
Home Office ระบุว่าเพื่อใช้จัดการและควบคุมตัวผู้กระทำผิดชาวต่างชาติในระหว่างที่รอการเนรเทศออกจากประเทศ
ข้อโต้แย้งหลักของผู้ที่คัดค้านนโยบายนี้คืออะไร?
มีการโต้แย้งว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างรุนแรง และไม่จำเป็น เนื่องจากสถิติการหลบหนีของผู้ประกันตัวเพื่อเนรเทศมีจำนวนน้อยมาก (เพียง 1.3%)
หากแบตเตอรี่ของกำไล GPS หมดจะเกิดอะไรขึ้น?
การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดอาจถูกตีความว่าเป็นการละเมิดเงื่อนไขการประกันตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้สวมใส่ถูกนำตัวกลับไปกักตัวในศูนย์กักตัวอีกครั้ง
ผลการฟ้องร้องของ Mark Nelson จะส่งผลอย่างไร?
หากศาลตัดสินให้ชนะ อาจนำไปสู่การยกเลิกการใช้กำไล GPS กับผู้ย้ายถิ่นฐานทั้งหมด หรือการจำกัดปริมาณข้อมูลที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บได้ ซึ่งจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ทางกฎหมาย



