การควบคุมการประท้วงในสหรัฐฯ 2025: จากการบริหารจัดการสู่การสร้างภาพลักษณ์เชิงอำนาจ
ในปี 2025 รูปแบบการควบคุมฝูงชนในเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการรักษาความปลอดภัยสาธารณะไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Performative Policing หรือการบังคับใช้กฎหมายเชิงการแสดง ซึ่งเน้นการแสดงออกถึงอำนาจผ่านการระดมกำลังมหาศาลและการจัดฉากที่ดุดัน เพื่อส่งสัญญาณข่มขวัญผู้ประท้วงมากกว่าการป้องกันเหตุร้าย
ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดจากการส่งกองกำลังรัฐบาลกลางเข้าไปยังเมืองที่บริหารโดยพรรคเดโมแครต ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย โดยผู้นำท้องถิ่นระบุว่านี่คือการข่มขู่ด้วยวิธีการทางทหาร (Militarized Intimidation)
กรณีศึกษา: การใช้กำลังในลอสแอนเจลิสและวอชิงตัน ดี.ซี.
เมืองลอสแอนเจลิสกลายเป็นต้นแบบของการใช้กำลังครั้งนี้ เมื่อเกิดการประท้วงกรณีการบุกตรวจค้นของผู้ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งระดมกองกำลัง National Guard ประมาณ 4,000 นาย และนาวิกโยธินอีก 700 นาย เข้าประจำการ พร้อมทั้งส่งสัญญาณผ่านสื่อว่าอาจใช้ Insurrection Act (กฎหมายว่าด้วยการจลาจล) เพื่อยกระดับการปราบปราม
ภาพที่ปรากฏคือทหารพร้อมอาวุธสงครามและโล่ปราบจลาจล ยืนเรียงแถวท่ามกลางควันจากระเบิดแก๊สน้ำตาบนท้องถนน แม้จะมีการอ้างว่าทำเพื่อลดความรุนแรงและปกป้องทรัพย์สินของรัฐ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการจัดวางกำลังเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเผชิญหน้า
ขณะเดียวกัน ภายในกระทรวงกลาโหม (Pentagon) ได้มีการเร่งร่างแนวทางการใช้กำลังสำหรับนาวิกโยธิน ซึ่งรวมถึงการกักตัวพลเรือนชั่วคราว ซึ่งถือเป็นพื้นที่สีเทาทางกฎหมายที่อันตรายและไม่ปกติอย่างยิ่ง
ต่อมาในเดือนสิงหาคม รัฐบาลกลางได้เข้าควบคุมกรมตำรวจของวอชิงตัน ดี.ซี. โดยตรง และส่งกองกำลัง National Guard อีก 800 นาย เข้าประจำการ โดยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเฉพาะของเขตปกครองพิเศษนี้ จนสื่ออย่าง Washington Post เปรียบเปรยว่าเมืองหลวงกลายเป็น "ห้องทดลองสำหรับการปราบปรามแบบทหาร"
การเปลี่ยนความมั่นคงให้เป็น "การแสดง"
วาทกรรมของรัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ปิดบังจุดประสงค์ โดยประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าการปราบปรามคือโครงการสร้างภาพลักษณ์ และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือในการควบคุมฝูงชน แม้ผู้นำเมืองจะโต้แย้งว่าสถิติอาชญากรรมในเมืองหลวงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ และสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นถูกสร้างขึ้นมาเอง
ในพื้นที่ชิคาโก การควบคุมการประท้วงถูกจัดฉากอย่างเป็นระบบผ่าน "Operation Midway Blitz" มีการสร้างแนวสิ่งกีดขวางและ "โซนประท้วง" รอบศูนย์ ICE Broadview โดยมีภาพที่น่าตกใจคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ Kristi Noem ปรากฏตัวบนดาดฟ้าอาคารเคียงข้างเจ้าหน้าที่ติดอาวุธและทีมถ่ายทำภาพยนตร์ ในขณะที่มีการจับกุมผู้ประท้วงอยู่ด้านล่าง

วิวัฒนาการของการควบคุมการประท้วงในสหรัฐฯ
ก่อนจะมาถึงยุคของการสร้างภาพลักษณ์ สหรัฐฯ เคยใช้โมเดลที่เรียกว่า Strategic Incapacitation หรือการทำให้ไร้สมรรถภาพเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นวิธีการควบคุมแบบเงียบๆ โดยการจำกัดเงื่อนไขไม่ให้การประท้วงเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้น
วิธีการนี้ไม่ใช่การตอบโต้ฝูงชน แต่เป็นการ "ดักหน้า" (Preemption) เช่น การกำหนดพื้นที่ห้ามเข้า, การประกาศเคอร์ฟิว, การจำกัดการเข้าถึงของสื่อ และการใช้การสอดแนมขั้นสูงเพื่อจับกุมตัวบุคคลสำคัญก่อนเริ่มการชุมนุม ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มก่อตัวในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และเข้มข้นขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11 โดยนำเทคโนโลยีจากสนามรบมาใช้ในการเก็บข้อมูลข่าวกรอง
ตารางสรุปวิวัฒนาการการควบคุมการประท้วง
| ยุคสมัย/รูปแบบ | วิธีการหลัก | เป้าหมายสำคัญ |
|---|---|---|
| การปราบปราม (Suppression) | ใช้ความรุนแรง, กระบอง, สุนัขตำรวจ, ฉีดน้ำแรงดันสูง | หยุดยั้งการชุมนุมด้วยกำลัง |
| การบริหารจัดการ (Management) | ระบบขออนุญาต, การประสานงานล่วงหน้า, ใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้าย | รักษาความสงบและสิทธิในการพูด |
| การป้องกัน (Prevention) | Strategic Incapacitation, การสอดแนม, จำกัดพื้นที่, จับกุมล่วงหน้า | ทำให้การประท้วงไม่มีประสิทธิภาพ |
| การสร้างภาพลักษณ์ (Performance) | ระดมกำลังทหาร, จัดฉากผ่านสื่อ, ใช้ความกลัวข่มขวัญ | แสดงอำนาจรัฐและสร้างวาทกรรม |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Performative Policing: การใช้กำลังตำรวจและทหารเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงอำนาจมากกว่าการรักษาความปลอดภัย
- Strategic Incapacitation: กลยุทธ์การจำกัดพื้นที่และเวลาเพื่อไม่ให้การประท้วงบรรลุผล
- การใช้กำลังทหาร: มีการระดม National Guard และนาวิกโยธินเข้าสู่เมืองใหญ่ เช่น ลอสแอนเจลิส และวอชิงตัน ดี.ซี.
- การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง: รูปแบบการควบคุมเปลี่ยนจาก การปราบปราม $\rightarrow$ การจัดการ $\rightarrow$ การป้องกัน $\rightarrow$ การแสดงออกเชิงอำนาจ
คำถามที่พบบ่อย
Strategic Incapacitation คืออะไร?
คือกลยุทธ์การควบคุมการประท้วงโดยการจำกัดเงื่อนไขล่วงหน้า เช่น การกำหนดโซนชุมนุมที่ห่างไกล หรือการใช้การสอดแนมเพื่อขัดขวางไม่ให้การชุมนุมขยายตัวได้ เพื่อให้การประท้วงนั้นไร้ประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงในวงกว้าง
ทำไมรัฐบาลถึงเปลี่ยนมาใช้การควบคุมแบบ Performative Policing?
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณถึงอำนาจของรัฐ และใช้ความกลัวในการป้องปรามผู้ที่เห็นต่าง โดยเปลี่ยนการรักษาความสงบให้กลายเป็น "การแสดง" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเด็ดขาดผ่านสื่อ
การใช้ Insurrection Act ในปี 2025 มีผลอย่างไร?
เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมจะยกระดับการใช้กำลังทหารภายในประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกลางและผู้นำเมืองที่บริหารโดยพรรคเดโมแครต รวมถึงนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการละเมิดสิทธิพลเมือง
รูปแบบการควบคุมการประท้วงในอดีตแตกต่างจากปัจจุบันอย่างไร?
ในยุค 1960 เน้นความรุนแรงโดยตรง ยุค 1970 เปลี่ยนมาใช้ระบบราชการและการขออนุญาต ยุคหลัง 9/11 เน้นการสอดแนมและป้องกันล่วงหน้า ส่วนปี 2025 เน้นการระดมกำลังเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงอำนาจ



