VideoEgg รุกตลาด Facebook เปิดตัว EggNetwork เครือข่ายโฆษณาสำหรับแอปพลิเคชัน
ในโลกของธุรกิจเทคโนโลยี การปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ VideoEgg เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบริษัทที่รู้จักวางแผนล่วงหน้าและกล้าเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดอยู่เสมอ
จุดเริ่มต้นของ VideoEgg เกิดขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2005 โดยเริ่มจากการเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำวิดีโอจากอุปกรณ์พกพาขึ้นสู่โลกออนไลน์ได้ ต่อมาได้ขยายความสามารถให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดวิดีโอลงบนเว็บไซต์ได้โดยตรง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ YouTube และได้รุกหนักในการสร้างพันธมิตรเพื่อนำระบบวิดีโอไปติดตั้งในโซเชียลเน็ตเวิร์กและเว็บไซต์ต่างๆ จนปัจจุบันสามารถให้บริการวิดีโอแก่โซเชียลเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ที่สุด 14 จาก 20 แห่งทั่วโลก
นอกจากการให้บริการด้านเทคนิค VideoEgg ยังสร้างรายได้ผ่านรูปแบบโฆษณาที่ล้ำสมัย โดยมีการแบ่งรายได้ร่วมกับพันธมิตร ซึ่งปัจจุบันมียอดการรับชมวิดีโอสูงถึง 680 ล้านครั้งต่อเดือน จากผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน (Unique Users) ถึง 23 ล้านราย โดยใช้โฆษณาแบบ Flash pop-up ซึ่งเป็นโฆษณาที่เด้งขึ้นมาโดยไม่รบกวนการรับชมวิดีโอหลัก
ก้าวสำคัญสู่ EggNetwork: การบุกเบิกโฆษณาบน Facebook
เมื่อทีมขายโฆษณาของ VideoEgg มีศักยภาพสูงและต้องการพื้นที่ในการลงโฆษณาเพิ่มขึ้น บริษัทจึงตัดสินใจขยายขอบเขตธุรกิจอีกครั้ง โดยการนำความเชี่ยวชาญด้านการขายโฆษณา Flash มาปรับใช้กับแอปพลิเคชันบน Facebook ภายใต้ชื่อ EggNetwork
แม้ว่าในตลาดจะมีเครือข่ายโฆษณาสำหรับแอป Facebook อยู่ก่อนแล้ว เช่น Lookery, fbExchange และผลิตภัณฑ์จาก RockYou แต่ EggNetwork มีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าคือ การมีทีมขายมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูงในการดึงดูดแบรนด์สินค้าชั้นนำให้เข้ามาลงทุน
รูปแบบของโฆษณาใน EggNetwork จะใช้เทคโนโลยี Flash ที่จะแสดงผลข้อความ คลิปวิดีโอ หรือเกมอินเทอร์แอคทีฟเมื่อผู้ใช้นำเมาส์ไปวาง (Mouse over) โดย CEO Matt Sanchez ระบุว่าสามารถทำราคา CPM (Cost Per Mille หรือราคาต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง) ได้สูงกว่า 10 ดอลลาร์ และมีข้อเสนอแบ่งรายได้ให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันในสัดส่วน 60% และ VideoEgg 40%
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| รูปแบบโฆษณา | Flash Ads (แสดงผลเมื่อ Mouse over) |
| อัตราค่าโฆษณา (CPM) | มากกว่า 10 ดอลลาร์ |
| การแบ่งรายได้ | ผู้พัฒนาแอป 60% / VideoEgg 40% |
| กลุ่มเป้าหมาย | ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันขนาดใหญ่บน Facebook |
ในด้านการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ในอนาคตจะมีการใช้ข้อมูลประชากรของผู้ใช้มาวิเคราะห์ แต่ในปัจจุบัน Facebook ยังคงชะลอการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลส่วนนี้เพื่อทบทวนกลยุทธ์และข้อกำหนดการใช้งาน (Terms of Service) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเครือข่ายโฆษณาอื่นๆ เช่น Lookery ที่ต้องกลับมาพิจารณาเรื่องการเข้าถึงข้อมูลฟรีอีกครั้ง
พันธมิตรและผู้สนับสนุน
EggNetwork กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้พัฒนาแอปที่ไม่ต้องการบริหารจัดการโฆษณาด้วยตนเอง โดยมีแอปพลิเคชันชั้นนำที่เข้าร่วมแล้ว เช่น Rock You, J. Squared Media, Graffitii, Renkoo และ Flixster ขณะที่ฝั่งผู้ลงโฆษณารายใหญ่ประกอบด้วย Discovery Networks, Electronic Arts, Fox Searchlight, FX Channel, Paramount Pictures และ Universal Pictures
นอกจากนี้ VideoEgg ยังเตรียมจัดงาน App-Camp 2007 ณ เมืองซานฟรานซิสโก ในช่วงปลายเดือนตุลาคม เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการสร้างแอปพลิเคชันและการสร้างรายได้ โดยจะมีการเชิญนักการตลาดและนักลงทุน Venture Capitalist มาร่วมงานด้วย
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- VideoEgg เริ่มต้นจากการเป็นเครื่องมือเผยแพร่วิดีโอจากมือถือสู่เว็บในปี 2005
- ให้บริการวิดีโอแก่โซเชียลเน็ตเวิร์กรายใหญ่ถึง 14 จาก 20 แห่ง
- EggNetwork คือเครือข่ายโฆษณาที่เน้นเจาะกลุ่มแอปพลิเคชันบน Facebook
- ใช้โมเดลแบ่งรายได้ 60/40 โดยให้ผลประโยชน์แก่ผู้พัฒนาแอปเป็นหลัก
- มีฐานลูกค้าเป็นแบรนด์ระดับโลก เช่น Paramount Pictures และ Universal Pictures
คำถามที่พบบ่อย
EggNetwork คืออะไร?
คือเครือข่ายโฆษณาที่ VideoEgg พัฒนาขึ้นเพื่อนำโฆษณาแบบ Flash ไปติดตั้งในแอปพลิเคชันต่างๆ บนแพลตฟอร์ม Facebook เพื่อช่วยผู้พัฒนาแอปสร้างรายได้
รูปแบบโฆษณาของ EggNetwork ทำงานอย่างไร?
เป็นโฆษณาแบบ Flash ที่จะไม่รบกวนผู้ใช้ในตอนแรก แต่จะแสดงเนื้อหา เช่น วิดีโอหรือเกม เมื่อผู้ใช้นำเมาส์ไปวางบนพื้นที่โฆษณา
ผู้พัฒนาแอปจะได้ส่วนแบ่งรายได้เท่าไหร่?
VideoEgg เสนอส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่นำโฆษณาไปติดตั้งในสัดส่วน 60% ของรายได้ทั้งหมด
ทำไม EggNetwork ถึงได้เปรียบกว่าเครือข่ายโฆษณาอื่นบน Facebook?
เพราะ VideoEgg มีทีมขายโฆษณาขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์และความสัมพันธ์อันดีกับแบรนด์สินค้าชั้นนำระดับโลก ทำให้สามารถดึงดูดงบประมาณโฆษณาได้มากกว่า
CPM ในที่นี้หมายถึงอะไร?
CPM ย่อมาจาก Cost Per Mille ซึ่งเป็นศัพท์ทางการตลาด หมายถึง ราคาที่ผู้ลงโฆษณาต้องจ่ายต่อการแสดงผลโฆษณาครบทุกๆ 1,000 ครั้ง



