Venture Zombies กลยุทธ์การลงทุนแบบ 'ถือยาวตลอดกาล' ที่กำลังเปลี่ยนโฉมวงการซอฟต์แวร์

ในโลกของสตาร์ทอัพ เรามักได้ยินเรื่องราวของบริษัทที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นยูนิคอร์น แต่ในความเป็นจริงมีบริษัทจำนวนมากที่ติดอยู่ในสภาวะ Venture Zombies หรือธุรกิจที่เคยได้รับเงินทุนจาก Venture Capital (VC) แต่การเติบโตกลับหยุดชะงัก ไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย และไม่สามารถระดมทุนรอบใหม่ได้ ทว่าในวิกฤตนี้กลับมีกลุ่มนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นโอกาสในการสร้างกำไรมหาศาลผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า Hold Forever หรือการเข้าซื้อเพื่อถือครองไว้ตลอดกาล

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Bending Spoons บริษัทจากอิตาลีที่สร้างความฮือฮาด้วยการเข้าซื้อกิจการแบรนด์เทคโนโลยีที่เริ่มอิ่มตัวอย่าง Evernote, Meetup และ Vimeo โดยใช้แนวทางการลดต้นทุนอย่างเข้มงวดและปรับราคาค่าบริการเพื่อเปลี่ยนธุรกิจที่หยุดนิ่งให้กลับมาทำกำไร ซึ่งความสำเร็จนี้ส่งผลให้มูลค่าบริษัทของ Bending Spoons พุ่งสูงขึ้นเป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากเดิม 2.55 พันล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2024

แนวคิด Buy, Fix, and Hold: เปลี่ยนซากธุรกิจให้เป็นเครื่องจักรผลิตเงินสด

Andrew Dumont ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Curious ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นการฟื้นฟู Venture Zombies อธิบายว่า กลยุทธ์นี้แตกต่างจาก Private Equity ทั่วไปตรงที่พวกเขาไม่มีแผนที่จะขายกิจการออกไปในอนาคต แต่จะใช้โมเดล Buy, Fix, and Hold คือการซื้อธุรกิจในราคาถูก ปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ และถือครองไว้เพื่อเก็บเกี่ยวรายได้ในระยะยาว

Dumont มองว่ากฎของ Venture Power Law ที่ระบุว่าบริษัท 80% มักจะล้มเหลว แท้จริงแล้วได้สร้างธุรกิจที่มีคุณภาพไว้มากมาย แม้บริษัทเหล่านั้นจะไม่ใช่ยูนิคอร์น แต่หากสามารถนำมาบริหารจัดการใหม่ให้เกิดกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่แข็งแกร่ง ก็ถือเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยม

การสร้างกำไรในระยะเวลาอันสั้น

สำหรับบริษัทอย่าง Curious การเข้าซื้อกิจการที่หยุดนิ่งมักจะได้ราคาที่ต่ำมาก โดยอาจต่ำถึง 1 เท่าของรายได้ต่อปี (1x yearly revenue) ซึ่งต่างจากสตาร์ทอัพ SaaS (Software as a Service หรือซอฟต์แวร์ที่ให้บริการผ่านระบบคลาวด์แบบสมัครสมาชิก) ที่มีสุขภาพดีซึ่งมักจะมีมูลค่าการขายอยู่ที่ 4 เท่าของรายได้ขึ้นไป

เมื่อเข้าซื้อแล้ว Curious จะใช้วิธีการลดค่าใช้จ่ายและปรับราคาขาย ซึ่งสามารถผลักดันให้อัตรากำไร (Profit Margin) พุ่งสูงขึ้นถึง 20% - 30% ได้ทันที ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจนั้นมีรายได้ 1 ล้านดอลลาร์ จะสามารถสร้างกำไรได้ถึง 3 แสนดอลลาร์

ความได้เปรียบของการบริหารแบบรวมศูนย์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลยุทธ์นี้สำเร็จคือการ Centralize หรือการรวมศูนย์ฟังก์ชันการทำงาน เช่น ฝ่ายขาย, การตลาด, การเงิน และงานธุรการ ให้ดูแลทุกบริษัทในพอร์ตโฟลิโอพร้อมกัน แทนที่จะให้แต่ละบริษัทแยกกันจ้างพนักงาน ซึ่งช่วยลดต้นทุนซ้ำซ้อนได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ การไม่ต้องกดดันเรื่องการทำ Exit (การขายกิจการหรือนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์) เพื่อตอบโจทย์นักลงทุน VC ทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและผลกำไรได้อย่างยั่งยืนกว่า โดยนำกำไรที่ได้ไปใช้ในการเข้าซื้อสตาร์ทอัพรายอื่นๆ ต่อไป

สรุปเปรียบเทียบโมเดล VC แบบดั้งเดิม vs กลยุทธ์ Hold Forever
หัวข้อเปรียบเทียบ Venture Capital (VC) แบบดั้งเดิม กลยุทธ์ Hold Forever (เช่น Curious)
เป้าหมายหลัก การเติบโตแบบก้าวกระโดด (Hyper-growth) การสร้างกำไรและกระแสเงินสด (Profitability)
จุดสิ้นสุดของการลงทุน ต้องการการ Exit (IPO หรือถูกซื้อกิจการ) ถือครองยาวนาน ไม่เน้นขายต่อ
เกณฑ์การประเมินมูลค่า เน้นมูลค่าในอนาคตและยอดผู้ใช้ เน้นรายได้จริงและราคาที่ต่ำกว่าตลาด
การบริหารจัดการ แยกการบริหารตามรายบริษัท รวมศูนย์ฟังก์ชันสนับสนุน (Centralized)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • Bending Spoons เพิ่มมูลค่าบริษัทเป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ผ่านการซื้อกิจการที่หยุดนิ่งและปรับปรุงให้ทำกำไร
  • Venture Zombies คือบริษัทที่เคยได้ทุน VC แต่เติบโตช้าจนไม่สามารถระดมทุนเพิ่มได้
  • กลยุทธ์ Hold Forever เน้นการซื้อในราคาต่ำ (อาจต่ำถึง 1x revenue) และถือครองเพื่อเก็บกำไรระยะยาว
  • Curious ตั้งเป้าเข้าซื้อสตาร์ทอัพที่มีรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Revenue) ระหว่าง 1-5 ล้านดอลลาร์ต่อปี จำนวน 50-75 แห่งใน 5 ปีข้างหน้า
  • การรวมศูนย์งานบริหาร (Centralization) เป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มอัตรากำไรให้ถึง 20-30%
Marina Temkin

คำถามที่พบบ่อย

Venture Zombies คืออะไร?

คือบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับเงินลงทุนจาก Venture Capital มาแล้ว แต่การเติบโตหยุดชะงัก ไม่สามารถขยายตัวได้ถึงระดับที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือขายต่อในราคาสูงได้ แต่ยังคงมีรายได้และดำเนินธุรกิจอยู่

ทำไม VC ถึงไม่ผลักดันให้บริษัทเหล่านี้เน้นทำกำไรตั้งแต่แรก?

เนื่องจากนักลงทุน VC ให้ความสำคัญกับการเติบโต (Growth) เป็นหลัก เพราะหากไม่มีการเติบโตที่รวดเร็ว จะไม่สามารถสร้างการ Exit ในระดับที่คุ้มค่ากับการลงทุนได้ จึงไม่มีแรงจูงใจในการบริหารเพื่อเน้นกำไรในระยะสั้น

กลยุทธ์ Hold Forever แตกต่างจาก Private Equity อย่างไร?

แม้จะมีวิธีการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพที่คล้ายกัน แต่ Private Equity มักจะปรับปรุงบริษัทเพื่อขายทำกำไรในเวลาต่อมา ในขณะที่กลยุทธ์ Hold Forever จะเน้นการถือครองกิจการไว้ตลอดกาลเพื่อใช้กระแสเงินสดในการขยายพอร์ตโฟลิโอ

การรวมศูนย์ฟังก์ชันการทำงานช่วยเพิ่มกำไรได้อย่างไร?

ช่วยลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน โดยการใช้ทีมงานชุดเดียว (เช่น ทีมบัญชีหรือทีมการตลาด) ดูแลบริษัทหลายแห่งในเครือ แทนที่ทุกบริษัทจะต้องมีแผนกเหล่านี้เป็นของตัวเอง ทำให้ลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้อย่างมาก

ใครบ้างที่ใช้โมเดลการลงทุนลักษณะนี้?

นอกจาก Bending Spoons และ Curious แล้ว ยังมีบริษัทอย่าง Constellation Software (ผู้บุกเบิกโมเดลนี้), Tiny, SaaS.group, Arising Ventures และ Calm Capital ที่ใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกัน