Telegram กับบทบาทอาวุธทางจิตวิทยาในสงครามอิสราเอล-ฮามาส

ในเช้าวันที่ 7 ตุลาคม เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงปะทุขึ้นทางตอนใต้ของอิสราเอล สิ่งที่น่าสนใจคือในขณะที่สื่อหลักและหน่วยงานรัฐยังคงเงียบงันหรือรายงานข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่บนโลกโซเชียลมีเดียกลับมีภาพเหตุการณ์สดๆ หลั่งไหลออกมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบนแอปพลิเคชัน Telegram (แอปพลิเคชันส่งข้อความที่เน้นความเป็นส่วนตัวและการสื่อสารกลุ่มใหญ่) ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ภาพความรุนแรงและการโจมตีในครั้งนี้

สำหรับชาวอิสราเอล Telegram ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เดิมถูกใช้ในกิจกรรมนอกกฎหมายบางอย่างหรือใช้เป็นแหล่งข่าวทางเลือกเมื่อสื่อหลักถูกกดดันจากรัฐบาล ทว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ จำนวนผู้ใช้งานในอิสราเอลและปาเลสไตน์กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จน Pavel Durov ผู้ก่อตั้ง Telegram ต้องออกมาประกาศเพิ่มการสนับสนุนภาษาฮีบรูและอาหรับ เพื่อให้ผู้ประสบภัยเข้าถึงข่าวสารและการสื่อสารส่วนตัวได้ในยามวิกฤต

การเปลี่ยนสนามรบสู่โลกดิจิทัล: กลยุทธ์ของฮามาส

ฮามาสได้เปลี่ยนวิธีการใช้โซเชียลมีเดียจากการโพสต์แบบเดิมๆ มาเป็นการสร้าง Virality หรือการทำให้เนื้อหากระจายตัวอย่างรวดเร็ว โดยใช้คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มีการตัดต่ออย่างมืออาชีพและติดแบรนด์ชัดเจน ซึ่งเลียนแบบกลยุทธ์ที่กลุ่มรัฐอิสลาม (IS) เคยใช้ในอดีต

ช่องทางอย่าง Qassam Brigades ซึ่งเป็นหน่วยทหารของฮามาส มีจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายใน 5 วันแรกของความขัดแย้ง โดยวิดีโอการบุกรุกและการโจมตีบางคลิปมียอดเข้าชมสูงกว่า 700,000 ครั้ง เนื้อหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการรายงานเหตุการณ์ แต่ถูกมองว่าเป็น สงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) ที่มุ่งสร้างความหวาดกลัวและควบคุมทิศทางของข่าวสารในขณะที่รัฐบาลอิสราเอลยังไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้

สรุปการเติบโตของช่องทาง Telegram ของฮามาสในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้ง
ชื่อช่องทาง จำนวนผู้ติดตามก่อนเหตุการณ์ จำนวนผู้ติดตามหลังเหตุการณ์ (ช่วงแรก) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
Qassam Brigades ประมาณ 205,000 คน เกือบ 800,000 คน จำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้น 3 เท่า และยอดวิวต่อโพสต์เพิ่มขึ้น 10 เท่า
Gaza Now ประมาณ 350,000 คน เพิ่มขึ้นเท่าตัวใน 24 ชม. ปัจจุบันมีผู้ติดตามมากกว่า 1.9 ล้านคน

ช่องว่างของข้อมูลและภัยจากข่าวปลอม

ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ความล่าช้าในการสื่อสารของกองทัพอิสราเอล (IDF) ทำให้เกิด สุญญากาศทางข้อมูล ซึ่งเปิดโอกาสให้ข้อมูลบิดเบือน (Misinformation) และข้อมูลเท็จ (Disinformation) แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีการสร้างทฤษฎีสมคบคิดมากมาย เช่น การกล่าวหาว่ากองทัพทรยศนายกรัฐมนตรี หรือการอ้างว่าเป็นปฏิบัติการจัดฉาก (False-flag operation) ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมอิสราเอลอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ Telegram ยังกลายเป็น "สะพาน" ส่งต่อเนื้อหาไปยังแพลตฟอร์มอื่น เช่น X, Instagram และ TikTok ซึ่งมักจะมีการนำคลิปไปโพสต์ซ้ำโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำให้ภาพความรุนแรงที่รุนแรงที่สุดซึ่งมีต้นทางจาก Telegram กระจายไปทั่วโลก

นโยบายการกำกับดูแลที่คลุมเครือของ Telegram

ในขณะที่ Apple และ Google กดดันให้ Telegram แบนช่องทางของฮามาส แต่ Pavel Durov กลับมีท่าทีลังเล โดยอ้างถึงความยากลำบากในการตัดสินใจว่าการปิดช่องทางสื่อสารจะช่วยรักษาชีวิตคนหรือจะทำให้สถานการณ์แย่ลง นอกจากนี้ อดีตพนักงานของ Telegram ระบุว่าบริษัทมีทีมดูแลความปลอดภัย (Trust and Safety) ที่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของผู้ใช้งาน และการตัดสินใจขั้นสุดท้ายมักขึ้นอยู่กับตัว Durov เพียงผู้เดียว

ในอีกด้านหนึ่ง นักกิจกรรมด้านสิทธิดิจิทัลชี้ให้เห็นว่า Telegram ไม่ได้ปิดกั้นเพียงแค่ฝั่งฮามาส แต่ยังปล่อยให้ช่องทางของฝั่งอิสราเอลบางกลุ่มใช้เผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Doxing) และการเยาะเย้ยผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจของ Telegram อาจจงใจปล่อยให้เกิดความขัดแย้งเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานให้เพิ่มมากขึ้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ศูนย์กลางข้อมูล: Telegram กลายเป็นแหล่งเผยแพร่วิดีโอการโจมตีแบบไม่ผ่านการคัดกรอง ซึ่งถูกส่งต่อไปยังโซเชียลมีเดียหลักอื่นๆ
  • กลยุทธ์สื่อ: ฮามาสใช้การตัดต่อวิดีโอแบบเน้นความรวดเร็วและเข้าถึงง่าย เพื่อสร้างผลกระทบทางจิตวิทยา
  • ผลกระทบทางสังคม: การขาดข้อมูลทางการในช่วงแรกนำไปสู่การแพร่ระบาดของทฤษฎีสมคบคิดและความตื่นตระหนก
  • จุดยืนของแพลตฟอร์ม: Telegram ยึดถือหลักความเป็นส่วนตัวและการไม่แทรกแซงการพูด แม้จะถูกกดดันจากรัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
  • ความเสี่ยงด้านสิทธิ: มีการใช้แพลตฟอร์มเพื่อคุกคามและเผยแพร่ความเกลียดชังจากทั้งสองฝ่าย

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมฮามาสถึงเลือกใช้ Telegram แทนที่จะเป็น Facebook หรือ X?

เนื่องจาก Telegram มีนโยบายการเซ็นเซอร์ที่น้อยกว่ามาก และอนุญาตให้สร้างช่องทางสื่อสาร (Channels) ที่มีผู้ติดตามไม่จำกัด รวมถึงสามารถส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้ถึง 2 GB ทำให้เหมาะสำหรับการเผยแพร่วิดีโอความละเอียดสูงจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว

Pavel Durov มีท่าทีอย่างไรต่อการใช้แอปพลิเคชันในทางที่ผิด?

Durov มักอ้างว่าการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และมองว่าการปิดกั้นการสื่อสารในภาวะสงครามอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี แม้ว่าภายหลังจะมีการใช้ AI และผู้ดูแลระบบลบเนื้อหาที่เป็นอันตรายออกไปบ้างตามแรงกดดัน

การใช้ Telegram ในสงครามครั้งนี้ส่งผลต่อผู้ใช้งานทั่วไปอย่างไร?

ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ไม่มีการคัดกรอง ซึ่งในด้านหนึ่งทำให้เห็นความจริงที่สื่อหลักไม่นำเสนอ แต่อีกด้านหนึ่งทำให้ต้องเผชิญกับภาพความรุนแรงที่กระทบกระเทือนจิตใจและเสี่ยงต่อการได้รับข้อมูลเท็จ

หน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?

สหภาพยุโรป (EU) ได้เตือนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ปฏิบัติตามกฎหมาย Digital Services Act และภายใต้แรงกดดันจากเยอรมนีและ EU ทำให้ช่องทางของฮามาสถูกบล็อกในบางประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป