Snapchat ปรับโฉมฟีเจอร์ Story และระบบโฆษณาใหม่เพื่อสู้ศึก Instagram

ในสมรภูมิโซเชียลมีเดียที่ดุเดือด Snapchat กำลังเดินหน้าปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อทวงคืนความนิยมจาก Instagram Stories ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ให้กลับมาให้ความสำคัญกับ "เพื่อน" มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบการสร้างรายได้ให้มีความหลากหลายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO)

เปลี่ยนลำดับความสำคัญ: ให้เพื่อนมาก่อนเนื้อหาจากสำนักข่าว

Snapchat ได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนการจัดวางหน้าจอ โดยย้าย Stories ของเพื่อนให้ขึ้นมาอยู่เหนือส่วนของ Discover (ส่วนที่รวบรวมเนื้อหาจากผู้ผลิตคอนเทนต์มืออาชีพ) การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้งานไม่พลาดความเคลื่อนไหวของคนที่พวกเขาสนใจ ซึ่งเป็นการสะท้อนพฤติกรรมจริงของผู้ใช้ที่เปิดแอปพลิเคชันมาเพื่อดูเรื่องราวของคนรู้จักมากกว่าการเสพคอนเทนต์จากสำนักข่าว

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตคอนเทนต์ใน Discover ที่เคยได้รับพื้นที่โปรโมตอย่างโดดเด่น แต่สำหรับ Snapchat แล้ว การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Friends First) คือกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับคู่แข่งอย่าง Instagram ที่นำฟีเจอร์ Stories ไปวางไว้บนสุดของหน้าฟีดหลัก

แนะนำ Story Playlist: ดูเรื่องราวที่ชอบได้ต่อเนื่องแบบไม่สะดุด

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจที่สุดคือการยกเลิกระบบ Auto-advance หรือระบบเลื่อน Story อัตโนมัติแบบเรียงตามลำดับเวลา ซึ่งบางครั้งทำให้ผู้ใช้ต้องทนดูเนื้อหาที่น่าเบื่อเพื่อไปให้ถึง Story ของเพื่อนที่ต้องการดู

Snapchat จึงนำเสนอ Story Playlist ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกกดที่รูปตัวอย่าง (Thumbnails) ของ Story หลายๆ รายการที่ต้องการดู จากนั้นเพียงกดปุ่ม "Play" ขนาดใหญ่ที่ด้านล่าง ระบบจะเล่น Story ทั้งหมดที่เลือกไว้ต่อเนื่องกันทันที ซึ่งเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมของผู้ใช้ที่มักจะกดโหลด Story ทิ้งไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาไล่ดูทีละอัน ให้กลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของแอปพลิเคชัน

สรุปการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์หลักของ Snapchat
หัวข้อ รูปแบบเดิม รูปแบบใหม่
การจัดลำดับหน้าจอ Discover อยู่เหนือ Stories ของเพื่อน Stories ของเพื่อนอยู่เหนือ Discover
การเล่น Story Auto-advance (เลื่อนอัตโนมัติ) Story Playlist (เลือกดูเป็นกลุ่ม)
ตำแหน่งโฆษณา แทรกระหว่าง Story (Mid-roll) แทรกใน Playlist และท้าย Story (Post-roll)

กลยุทธ์การสร้างรายได้และเป้าหมายทางธุรกิจ

เมื่อระบบการดู Story เปลี่ยนไป รูปแบบการวางโฆษณาจึงต้องเปลี่ยนตาม เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะยังคงสร้างรายได้ได้ไม่ว่าผู้ใช้จะเลือกดู Story แบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่ม โดย Snapchat ได้เพิ่มรูปแบบโฆษณา ดังนี้:

  • Mid-roll Ads: โฆษณาที่แทรกอยู่ระหว่างการรับชม Story Playlist
  • Post-roll Ads: โฆษณาที่จะปรากฏขึ้นที่ตอนท้ายสุด หลังจากผู้ใช้ดู Story รายการนั้นจบลง

การเพิ่มช่องทางรายได้ที่หลากหลายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีรายงานว่า Snapchat วางแผนจะทำ IPO (การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนมีนาคม โดยมีการประเมินมูลค่าบริษัทไว้สูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น การพิสูจน์ว่าบริษัทมีกระแสเงินสดที่มั่นคงและหลากหลายจึงเป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนใน Wall Street

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • เน้นเพื่อนเป็นหลัก: ย้าย Stories ของเพื่อนขึ้นมาไว้ด้านบนสุดเพื่อสู้กับ Instagram
  • Story Playlist: ผู้ใช้เลือก Story ที่ต้องการดูได้เองและเล่นต่อเนื่องกันได้
  • โฆษณาแบบใหม่: เพิ่ม Post-roll Ads ต่อท้าย Story เพื่อเพิ่มรายได้
  • เป้าหมายการเงิน: เตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหุ้น (IPO) ด้วยมูลค่าประเมิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป
  • การอัปเดต: เริ่มทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ Android บางส่วน และจะครอบคลุมทั้ง iOS และ Android ในเร็วๆ นี้

คำถามที่พบบ่อย

Story Playlist คืออะไรและทำงานอย่างไร?

คือฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้เลือก Story ของเพื่อนหลายๆ คนที่ต้องการดู โดยการแตะที่รูปตัวอย่าง จากนั้นกดปุ่ม Play เพื่อรับชมเนื้อหาทั้งหมดที่เลือกไว้ต่อเนื่องกัน โดยไม่ต้องดู Story ของคนอื่นที่ไม่ได้เลือก

Post-roll Ads แตกต่างจากโฆษณาแบบเดิมอย่างไร?

โฆษณาแบบเดิมมักจะแทรกอยู่ระหว่าง Story (Mid-roll) แต่ Post-roll Ads จะปรากฏขึ้นหลังจากที่ผู้ใช้รับชม Story นั้นๆ จนจบ ซึ่งช่วยให้ Snapchat สร้างรายได้ได้แม้ผู้ใช้จะเลือกดู Story เพียงรายการเดียว

ทำไม Snapchat ถึงย้าย Discover ลงไปด้านล่าง?

เพราะต้องการให้แอปพลิเคชันสะท้อนจุดประสงค์หลักของผู้ใช้งาน คือการเข้ามาเพื่อติดต่อและติดตามเรื่องราวของเพื่อน ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้และแข่งขันกับ Instagram ได้ดีขึ้น

การอัปเดตนี้มีผลกับผู้ใช้กลุ่มใดบ้าง?

ปัจจุบันเริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานสำหรับผู้ใช้ Android บางส่วน และมีกำหนดการจะปล่อยอัปเดตให้ผู้ใช้ทั้งระบบ iOS และ Android ทุกคนในเร็วๆ นี้