Robinhood และ Chime กับปรากฏการณ์ระดมทุนทะลุ 2 พันล้านดอลลาร์ในรอบปี
ในโลกของเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) ของสหรัฐอเมริกา สองยักษ์ใหญ่อย่าง Robinhood และ Chime ได้สร้างสถิติการระดมทุนที่น่าทึ่ง โดยทั้งสองบริษัทสามารถดึงดูดเงินลงทุนได้รวมกันมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ในช่วงที่ผ่านมา
เจาะลึกการระดมทุนของ Robinhood
Robinhood แพลตฟอร์มเทรดหลักทรัพย์ที่เน้นการให้บริการฟรีผ่านแอปพลิเคชัน ได้สร้างความฮือฮาด้วยการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เพิ่มเงินทุนในรอบ Series G อีก 460 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดรวมของการระดมทุนในรอบนี้พุ่งสูงถึง 660 ล้านดอลลาร์ และดันมูลค่าบริษัท (Post-money Valuation) ขึ้นไปแตะที่ 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์
หากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี Robinhood ได้ระดมทุนในรอบ Series F ถึงสองครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 600 ล้านดอลลาร์ และตามมาด้วย Series G รอบแรกอีก 200 ล้านดอลลาร์ ทำให้ในปีเดียวบริษัทสามารถระดมทุนได้รวมแล้วมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นคือรายได้จาก Payment for Order Flow (PFOF) หรือรายได้ที่เกิดจากการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้าไปยังพาร์ทเนอร์ ซึ่งในไตรมาสที่ 1 ของปี 2020 บริษัททำรายได้ส่วนนี้ได้เกือบ 100 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับรายได้ทั้งปีของปี 2018 ที่มีเพียง 69 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสที่ 2 รายได้ส่วนนี้ยังพุ่งสูงขึ้นเป็น 183.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 102% จากไตรมาสก่อนหน้า
การเติบโตของ Chime และโมเดล Neobank
ในขณะเดียวกัน Chime ซึ่งเป็น Neobank (ธนาคารดิจิทัลที่ไม่มีสาขาทางกายภาพ) ก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสการออมและการลงทุนในช่วงแพนเดอมิก โดยล่าสุดได้ระดมทุนรอบ Series F ไปอีก 485 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีเงินสดในมือเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์
ความสำเร็จของ Chime เห็นได้ชัดจากตัวเลขรายได้ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2019 มีการประมาณการรายได้ไว้ระหว่าง 200 ถึง 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากปี 2018 และในปี 2020 บริษัทระบุว่าปริมาณธุรกรรมและรายได้รวมเติบโตขึ้นมากกว่า 3 เท่า นอกจากนี้ Chime ยังสามารถบรรลุจุด EBITDA profitable หรือการมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (แบบไม่ปรับปรุง) ได้สำเร็จอีกด้วย
| บริษัท | รอบการระดมทุนล่าสุด | มูลค่าบริษัท (Valuation) | จุดเด่นของการเติบโต |
|---|---|---|---|
| Robinhood | Series G | 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์ | รายได้จาก PFOF เติบโตแบบก้าวกระโดด |
| Chime | Series F | 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ | ปริมาณธุรกรรมโต 3 เท่า และเริ่มมีกำไร EBITDA |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Robinhood ระดมทุนรวมในปีเดียวได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ผ่านรอบ Series F และ G
- รายได้จาก PFOF ของ Robinhood ในไตรมาส 2 ปี 2020 สูงถึง 183.3 ล้านดอลลาร์
- Chime มีมูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังระดมทุน Series F ล่าสุด
- Chime มีการเติบโตของรายได้และปริมาณธุรกรรมมากกว่า 3 เท่าในปี 2020
- ทั้งสองบริษัทเติบโตโดยอาศัยฐานรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดนักลงทุน
คำถามที่พบบ่อย
Payment for Order Flow (PFOF) คืออะไร?
คือรายได้ที่โบรกเกอร์อย่าง Robinhood ได้รับจากการส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าไปยัง Market Maker หรือพาร์ทเนอร์ที่ให้ราคาเสนอซื้อขายที่ดีที่สุด แทนที่จะส่งคำสั่งไปยังตลาดหลักทรัพย์โดยตรง
Neobank คืออะไรและแตกต่างจากธนาคารทั่วไปอย่างไร?
Neobank คือธนาคารที่ให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล 100% โดยไม่มีสาขาทางกายภาพ ทำให้ลดต้นทุนการดำเนินงานและสามารถนำเสนอประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกและรวดเร็วกว่าผ่านแอปพลิเคชัน
ทำไมมูลค่าบริษัทของทั้งสองแห่งถึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว?
เนื่องจากมีการเติบโตของรายได้ (Revenue Growth) ที่ก้าวกระโดด และการขยายตัวของผู้ใช้งานในช่วงที่ผู้คนหันมาสนใจการลงทุนและการออมเงินผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้น
ความเสี่ยงที่สำคัญของโมเดลธุรกิจนี้คืออะไร?
ความเสี่ยงหลักคือหากความกระตือรือร้นในการเทรดลดลง หรือสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่จนทำให้ผู้ใช้งาน Chime ลดการใช้จ่าย อาจส่งผลให้การเติบโตชะลอตัวและกระทบต่อมูลค่าบริษัทที่ตั้งไว้สูงในปัจจุบัน



