OpenAI จ่ายค่าปรับ 3.2 ล้านดอลลาร์ หลังถูกกล่าวหาเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (Department of Justice หรือ DOJ) ได้บรรลุข้อตกลงประนีประนอมกับ OpenAI และบริษัทในเครือ โดยบริษัทต้องชำระเงินรวม 3.2 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติในการรับพนักงาน ซึ่งระบุว่าบริษัทให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่ถือวีซ่าทำงานชั่วคราวมากกว่าแรงงานชาวสหรัฐฯ

เบื้องหลังการตรวจสอบ: กลยุทธ์การรับสมัครที่ถูกตั้งคำถาม

ตามปกติแล้ว การจ้างงานชาวต่างชาติในสหรัฐฯ จะต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Permanent Labor Certification หรือการรับรองแรงงานถาวร ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องประกาศรับสมัครงานให้ชาวสหรัฐฯ ทราบก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าการจ้างแรงงานต่างชาติจะไม่ไปแย่งโอกาสหรือแทนที่พลเมืองสหรัฐฯ ในตลาดแรงงาน

อย่างไรก็ตาม ผลการสืบสวนของ DOJ พบว่า OpenAI ดำเนินการในทางตรงกันข้าม โดยจงใจไม่ประกาศตำแหน่งงานที่ต้องการจะเติมเต็มลงในเว็บไซต์หางานภายนอกของบริษัท นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมที่น่าสงสัย เช่น การกำหนดให้ผู้สมัครบางตำแหน่งต้องส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ในขณะที่ตำแหน่งอื่นรับทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการนำตำแหน่งงานไปประกาศผ่านวิทยุในช่วงดึก ซึ่งทำให้เข้าถึงผู้สมัครได้ยาก

Article image

รายละเอียดข้อตกลงและการชดเชย

เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงระงับข้อพิพาท OpenAI จะต้องปรับปรุงกระบวนการสรรหาบุคลากรใหม่ โดยต้องประกาศรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์สาธารณะของบริษัทและยอมรับการสมัครผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ พนักงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับนโยบายต่อต้านการเลือกปฏิบัติภายใต้ Immigration and Nationality Act (กฎหมายว่าด้วยการตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ)

สำหรับยอดเงิน 3.2 ล้านดอลลาร์ มีการแบ่งสัดส่วนดังนี้:

  • 1.2 ล้านดอลลาร์: จ่ายเป็นค่าปรับทางแพ่งให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ
  • 2 ล้านดอลลาร์: จัดตั้งเป็นกองทุนจ่ายเงินย้อนหลัง (Back-pay fund) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติ

ทั้งนี้ DOJ ระบุว่ากองทุนดังกล่าวจะมอบให้แก่แรงงานชาวสหรัฐฯ ที่ได้ยื่นใบสมัครในตำแหน่งดังกล่าวจริงแต่ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม โดยทางกระทรวงจะตรวจสอบใบสมัครทั้งหมดเพื่อระบุตัวผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างถูกต้อง

A smartphone displaying the OpenAI logo on a keyboard.

บริบทของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนโยบายรัฐ

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ถูกตรวจสอบ โดยก่อนหน้านี้ Meta เคยตกลงจ่ายเงินชดเชยจำนวนหลายล้านดอลลาร์ในปี 2021 หลังถูกฟ้องร้องเรื่องโครงการวีซ่า H1-B และ Apple เองก็เคยบรรลุข้อตกลงกับ DOJ ในปี 2023 จากการใช้กลยุทธ์ลดการโฆษณาตำแหน่งงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ OpenAI

แม้ว่าบริษัทอย่าง Google, Meta และ Amazon จะยังคงเป็นผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า H1-B (วีซ่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง) เป็นส่วนใหญ่ในปี 2025 แต่ทิศทางนโยบายการตรวจคนเข้าเมืองภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมีการนำระบบ "Pay-to-Play" มาใช้ เช่น การออกคำสั่งบริหารในเดือนกันยายน 2025 ที่กำหนดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมถึง 100,000 ดอลลาร์สำหรับการขอวีซ่าบางประเภท ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีในระดับที่แตกต่างกัน

สรุปรายละเอียดการชดเชยและข้อกำหนดของ OpenAI
รายการ รายละเอียด
ยอดเงินชำระรวม 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ค่าปรับทางแพ่ง 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
กองทุนเยียวยาผู้เสียหาย 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มาตรการแก้ไข ประกาศงานผ่านเว็บสาธารณะ, รับสมัครทางอิเล็กทรอนิกส์, อบรมกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • OpenAI ถูกกล่าวหาว่าจงใจเลี่ยงการจ้างงานชาวสหรัฐฯ เพื่อให้ได้พนักงานที่ถือวีซ่าชั่วคราว
  • มีการใช้เทคนิคการประกาศงานที่เข้าถึงยาก เช่น การประกาศทางวิทยุตอนดึกและบังคับส่งเอกสารทางไปรษณีย์
  • เงิน 2 ล้านดอลลาร์จะถูกนำไปจ่ายย้อนหลังให้เฉพาะผู้ที่สมัครงานแล้วไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม
  • บริษัทเทคยักษ์ใหญ่อื่นๆ เช่น Meta และ Apple เคยมีคดีลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน
  • นโยบายวีซ่า H1-B มีค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 100,000 ดอลลาร์ตามคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ในปี 2025

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม OpenAI ถึงต้องจ่ายเงินจำนวนนี้?

เนื่องจากถูกตรวจพบว่าเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน โดยพยายามหลีกเลี่ยงการจ้างแรงงานชาวสหรัฐฯ และหันไปใช้แรงงานต่างชาติที่ถือวีซ่าชั่วคราวแทน ซึ่งขัดต่อกฎหมายการรับรองแรงงานของสหรัฐฯ

Permanent Labor Certification คืออะไร?

คือกระบวนการที่กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องพิสูจน์ว่าได้พยายามหาแรงงานในประเทศแล้ว แต่ไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จึงจะสามารถจ้างแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานแทนได้

ใครที่มีสิทธิ์ได้รับเงินจากกองทุน Back-pay fund?

ผู้ที่มีสิทธิ์คือแรงงานชาวสหรัฐฯ ที่ได้ยื่นใบสมัครในตำแหน่งงานที่เกิดปัญหา และถูกพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ไม่รวมถึงผู้ที่ไม่ได้สมัครเพราะไม่เห็นประกาศรับสมัครงาน

วีซ่า H1-B คืออะไรและเกี่ยวข้องอย่างไร?

H1-B คือวีซ่าทำงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีมักใช้จ้างแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ในบางกรณี

นอกจากเงินค่าปรับแล้ว OpenAI ต้องทำอะไรอีกบ้าง?

บริษัทต้องปรับปรุงวิธีการประกาศรับสมัครงานให้โปร่งใสผ่านเว็บไซต์สาธารณะ ยอมรับการสมัครแบบออนไลน์ และจัดอบรมพนักงานเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน