Mobile Fortify แอปสแกนใบหน้าของ DHS กับข้อกังขาด้านสิทธิมนุษยชนและความแม่นยำ
ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ได้นำแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Mobile Fortify มาใช้ในการระบุตัวตนบุคคลตามท้องถนนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก WIRED เปิดเผยว่าเครื่องมือนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบุตัวตนได้อย่างแม่นยำในสภาพแวดล้อมจริง และถูกนำมาใช้งานโดยปราศจากการตรวจสอบด้านความเป็นส่วนตัวอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานที่เคยมีมา
กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security หรือ DHS) เริ่มใช้งานแอปนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2025 เพื่อใช้ยืนยันตัวตนผู้ที่ถูกกักตัวหรือหยุดตรวจ โดยมีความเชื่อมโยงกับคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเน้นการกวาดล้างผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว
ความจริงเบื้องหลังเทคโนโลยี: การระบุตัวตนหรือแค่การคาดเดา?
แม้ DHS จะนำเสนอว่า Mobile Fortify เป็นเครื่องมือสำหรับ "ยืนยัน" ตัวตน แต่ในทางเทคนิคแล้ว เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ในแอปนี้ไม่สามารถให้คำตอบที่แน่นอนได้ Nathan Wessler จาก ACLU ระบุว่าเทคโนโลยีประเภทนี้มีไว้เพื่อสร้าง "เบาะแส" (Leads) เท่านั้น ไม่ใช่การระบุตัวตนที่ถูกต้อง 100% เนื่องจากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ
ปัญหาสำคัญคือ Mobile Fortify ทำงานโดยการเปลี่ยนภาพถ่ายให้เป็น เทมเพลตทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Template) แล้วนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเพื่อหาบุคคลที่มีลักษณะ "ใกล้เคียง" ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเพียงรายชื่อผู้ที่มีโอกาสเป็นไปได้ ไม่ใช่การยืนยันตัวตนที่เด็ดขาด
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดพลาด
- สภาพแวดล้อมที่ไม่ควบคุม: แสง เงา มุมก้มเงยของใบหน้า หรือแม้แต่การแสดงออกทางสีหน้า สามารถทำให้ผลการค้นหาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
- การแลกเปลี่ยนระหว่างความเร็วและความแม่นยำ: เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเรียลไทม์ ระบบจะจำกัดจำนวนผู้สมัครที่นำมาเปรียบเทียบ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด (Miss) ได้สูงขึ้น
- คุณภาพของภาพ: ต่างจากภาพถ่ายวีซ่าที่ควบคุมแสงและมุมกล้อง ภาพถ่ายริมถนนมักมีคุณภาพต่ำ ทำให้ความแม่นยำลดลงอย่างมากตามผลทดสอบของ NIST (National Institute of Standards and Technology)

การขยายขอบเขตการสอดแนมและผลกระทบต่อพลเมือง
มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ใช้แอปนี้สแกนใบหน้าไม่เพียงแต่กลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพลเมืองสหรัฐฯ และผู้ที่มาเข้าร่วมการประท้วง โดยบางกรณีมีการบังคับถ่ายภาพโดยไม่ได้รับความยินยอม และใช้ลักษณะทางกายภาพ เช่น สำเนียงการพูด หรือสีผิว เป็นเหตุผลในการเริ่มเข้าตรวจค้นและสแกนใบหน้า
ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บจะถูกส่งไปยังระบบ Automated Targeting System (ATS) ซึ่งเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลอื่น ๆ เช่น Traveler Verification System (TVS) และ Seizure and Apprehension Workflow (SAW) โดยข้อมูลบางส่วนอาจถูกเก็บไว้นานถึง 15 ปี หรือหากเป็นลายนิ้วมืออาจถูกเก็บไว้นานถึง 75 ปีในฐานข้อมูล IDENT
| ระบบ/ฐานข้อมูล | วัตถุประสงค์หลัก | ระยะเวลาจัดเก็บข้อมูล | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| Mobile Fortify | สแกนใบหน้าภาคสนามเพื่อหาเบาะแส | ส่งต่อไปยัง ATS | เน้นความเร็วมากกว่าความแม่นยำ |
| ATS | แพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงข้อมูล | สูงสุด 15 ปี | ศูนย์กลางการกระจายข้อมูลไปยังหน่วยงานอื่น |
| TVS | ตรวจสอบผู้เดินทางที่ด่านตรวจ | ลบภายใน 1 วัน (หาก Opt-out) | ใช้ภาพถ่ายวีซ่าที่มีคุณภาพสูง |
| SAW | เก็บข้อมูลบุคคลที่มีประวัติไม่พึงประสงค์ | สูงสุด 15 ปี | ใช้เพื่อการข่าว ไม่ใช่หลักฐานการจับกุม |
| IDENT | จัดเก็บข้อมูลลายนิ้วมือ | ขั้นต่ำ 75 ปี | มีความแม่นยำในการระบุตัวตนสูงกว่าใบหน้า |
การรื้อถอนระบบตรวจสอบและความโปร่งใส
การนำ Mobile Fortify มาใช้อย่างเร่งด่วนเกิดขึ้นหลังจากมีการยกเลิกคำสั่ง Directive 026-11 ซึ่งเคยเป็นเกณฑ์ควบคุมการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า โดยคำสั่งเดิมระบุว่าห้ามใช้การจดจำใบหน้าเป็นเหตุผลเดียวในการดำเนินคดี และห้ามใช้เพื่อการสอดแนมแบบเหมาเข่งหรือเลือกปฏิบัติ
การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกกำกับดูแลโดย Roman Jankowski หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านความเป็นส่วนตัวของ DHS ซึ่งเป็นอดีตทนายความจาก Heritage Foundation และผู้มีส่วนร่วมใน Project 2025 โดยมีการโอนอำนาจการประเมินความเป็นส่วนตัวจากส่วนกลางไปยังหน่วยงานปฏิบัติการอย่าง CBP และ ICE ทำให้ขาดการตรวจสอบที่เป็นอิสระ
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ไม่ใช่การยืนยันตัวตน: แอปให้ผลลัพธ์เป็น "ผู้ที่มีโอกาสเป็นไปได้" ไม่ใช่การระบุตัวตนที่แน่นอน
- ละเมิดสิทธิ: มีการสแกนใบหน้าพลเมืองสหรัฐฯ และผู้ประท้วงโดยไม่ยินยอม
- ขาดการควบคุม: คำสั่งควบคุมความเป็นส่วนตัว (Directive 026-11) ถูกลบออกจากเว็บไซต์ของหน่วยงาน
- ความเสี่ยงสูง: ความแม่นยำลดลงอย่างมากเมื่อใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง (Wild images)
- การเก็บข้อมูลระยะยาว: ข้อมูลไบโอเมตริกบางประเภทถูกเก็บไว้นานหลายทศวรรษ
คำถามที่พบบ่อย
Mobile Fortify สามารถระบุตัวตนบุคคลได้อย่างแม่นยำหรือไม่?
ไม่สามารถระบุได้อย่างเด็ดขาด แอปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง "เบาะแส" โดยการหาบุคคลที่มีลักษณะใบหน้าใกล้เคียงกับในฐานข้อมูล ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความผิดพลาดหากภาพถ่ายมีคุณภาพต่ำหรือมุมกล้องไม่เหมาะสม
พลเมืองสหรัฐฯ ถูกเก็บข้อมูลจากแอปนี้ด้วยหรือไม่?
ใช่ มีรายงานและหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ใช้แอปสแกนใบหน้าพลเมืองสหรัฐฯ รวมถึงผู้ที่สังเกตการณ์หรือประท้วงการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปเก็บไว้ในฐานข้อมูลของรัฐ
ทำไมการสแกนใบหน้าถึงมีความผิดพลาดมากกว่าการตรวจลายนิ้วมือ?
เพราะใบหน้าเปลี่ยนแปลงได้ตามแสง มุมกล้อง และการแสดงออก ในขณะที่ลายนิ้วมือเป็นลักษณะทางกายภาพที่คงที่และมีความแม่นยำสูงกว่ามากในการยืนยันตัวตน
มีการตรวจสอบความเป็นส่วนตัวก่อนนำแอปนี้มาใช้หรือไม่?
มีการลดทอนกระบวนการตรวจสอบลง โดยการยกเลิกคำสั่งควบคุมเดิมและโอนอำนาจการประเมินความเป็นส่วนตัวไปให้หน่วยงานที่นำแอปไปใช้เอง ทำให้ขาดการตรวจสอบจากหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระ
กฎหมายปัจจุบันจัดการเรื่องนี้อย่างไร?
ปัจจุบันมีความพยายามจากสมาชิกวุฒิสภา เช่น Ed Markey ที่เสนอ ร่างกฎหมาย ICE Out of Our Faces Act เพื่อสั่งห้าม ICE และ CBP ใช้เครื่องมือสอดแนมทางไบโอเมตริกในลักษณะที่ละเมิดสิทธิพลเมือง



