Mobile Fortify แอปพลิเคชันจดจำใบหน้าของ DHS กับการยกระดับการตรวจสอบคนเข้าเมืองสหรัฐฯ
กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (Department of Homeland Security หรือ DHS) ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Mobile Fortify ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันจดจำใบหน้า (Face Recognition) ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองใช้ระบุตัวตนบุคคลในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้พำนักแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมายและพลเมืองสหรัฐฯ ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยผ่านบัญชีรายการการใช้ AI ประจำปี 2025 (AI Use Case Inventory) ซึ่งเป็นเอกสารที่หน่วยงานรัฐต้องรายงานเป็นระยะ
จากการตรวจสอบพบว่ามีสองหน่วยงานหลักที่ใช้งานแอปพลิเคชันนี้ ได้แก่ หน่วยศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) ซึ่งเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ที่เริ่มเข้าถึงระบบเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2025 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่สื่ออย่าง 404 Media จะรายงานเรื่องการมีอยู่ของแอปนี้เพียงหนึ่งเดือน
เบื้องหลังเทคโนโลยีและผู้พัฒนา
เอกสารระบุว่าบริษัท NEC คือผู้ให้บริการเทคโนโลยีเบื้องหลัง โดย NEC มีโซลูชันที่ชื่อว่า Reveal ซึ่งมีความสามารถในการค้นหาแบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-Many) หรือการจับคู่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-One) กับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ได้ ในขณะที่ CBP ระบุว่าใช้บริการจาก NEC โดยตรง แต่ทาง ICE ให้ข้อมูลว่ามีการพัฒนาระบบบางส่วนขึ้นเองภายในหน่วยงาน
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสัญญาจ้างมูลค่า 23.9 ล้านดอลลาร์ ระหว่าง NEC และ DHS ในช่วงปี 2020 ถึง 2023 ซึ่งระบุถึงการใช้ผลิตภัณฑ์จับคู่ ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics หรือ ข้อมูลทางชีวภาพที่ใช้ระบุตัวตน) สำหรับการจดจำใบหน้าในจำนวนที่ไม่จำกัด ทั้งในด้านจำนวนใบหน้า แพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ และสถานที่ติดตั้ง
กลไกการทำงานของ Mobile Fortify
เป้าหมายหลักของแอปพลิเคชันนี้คือการช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถยืนยันตัวตนบุคคลได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่มีข้อมูลจำกัดและต้องเข้าถึงระบบฐานข้อมูลที่หลากหลายและแยกจากกัน
กระบวนการทำงานของแอปพลิเคชันประกอบด้วย:
- การเก็บข้อมูล: บันทึกภาพใบหน้า, ลายนิ้วมือแบบไร้สัมผัส (Contactless Fingerprints) และภาพถ่ายเอกสารระบุตัวตน
- การส่งต่อข้อมูล: ข้อมูลจะถูกส่งไปยัง CBP เพื่อเข้าสู่ระบบจับคู่ไบโอเมตริกซ์ของรัฐบาล
- การประมวลผลด้วย AI: ระบบ AI จะนำใบหน้าและลายนิ้วมือไปเปรียบเทียบกับบันทึกที่มีอยู่ และส่งคืนผลลัพธ์พร้อมข้อมูลทางชีวประวัติ
- การตรวจสอบเพิ่มเติม: ICE จะใช้การสกัดข้อความจากเอกสารระบุตัวตนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ICE ระบุว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของหรือโต้ตอบกับโมเดล AI โดยตรง แต่ระบบดังกล่าวเป็นของ CBP

ผลกระทบต่อผู้ใช้งานและข้อกังวลด้านสิทธิ
มีการเปิดเผยว่า CBP ได้นำข้อมูลจากโปรแกรมผู้เดินทางที่เชื่อถือได้ (Trusted Traveler Programs) เช่น TSA PreCheck และ Global Entry มาใช้ในการฝึกฝน ปรับแต่ง หรือประเมินประสิทธิภาพของ Mobile Fortify ซึ่งนำไปสู่กรณีร้องเรียนจากพลเมือง เช่น หญิงชาวมินนิโซตาที่ถูกยกเลิกสิทธิ Global Entry และ TSA PreCheck หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ที่แจ้งว่ามีการใช้ระบบจดจำใบหน้า
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความแม่นยำ โดยมีรายงานว่าผู้หญิงรายหนึ่งถูกกักตัวเนื่องจากระบบระบุตัวตนผิดพลาดถึงสองครั้ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผู้ถูกกล่าวหา
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ผู้พัฒนา: บริษัท NEC (ร่วมกับการพัฒนาภายในของ ICE)
- หน่วยงานที่ใช้: CBP และ ICE ภายใต้สังกัด DHS
- ความสามารถ: สแกนใบหน้า, ลายนิ้วมือไร้สัมผัส และอ่านเอกสารระบุตัวตน
- สถานะ: ถูกจัดเป็นระบบที่มี "ผลกระทบสูง" (High-impact) และอยู่ในขั้นตอนการใช้งานจริง
- งบประมาณ: มีสัญญาจ้างมูลค่า 23.9 ล้านดอลลาร์ (ปี 2020-2023)
| หัวข้อ | หน่วยงาน CBP | หน่วยงาน ICE |
|---|---|---|
| วันที่เริ่มใช้งาน | ต้นเดือนพฤษภาคม 2023 | 20 พฤษภาคม 2025 |
| บทบาทด้านเทคโนโลยี | เจ้าของโมเดล AI และระบบจับคู่ | ผู้ใช้งานและพัฒนาส่วนต่อประสานบางส่วน |
| การตรวจสอบผลกระทบ | ระบุว่ามีโปรโตคอลการตรวจสอบเพียงพอ | อยู่ระหว่างการพัฒนาโปรโตคอลและประเมินผล |
คำถามที่พบบ่อย
Mobile Fortify คืออะไร?
คือแอปพลิเคชันจดจำใบหน้าและไบโอเมตริกซ์ที่ใช้โดยเจ้าหน้าที่ CBP และ ICE ของสหรัฐฯ เพื่อระบุตัวตนบุคคลในภาคสนามได้อย่างรวดเร็ว
แอปพลิเคชันนี้เก็บข้อมูลอะไรบ้าง?
ระบบสามารถเก็บข้อมูลภาพใบหน้า ลายนิ้วมือแบบไม่ต้องสัมผัส และภาพถ่ายเอกสารระบุตัวตนเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของรัฐบาล
ใครเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีนี้?
บริษัท NEC เป็นผู้ให้บริการหลักผ่านโซลูชันที่ชื่อว่า Reveal โดยมีการทำสัญญากับ DHS มูลค่ากว่า 23 ล้านดอลลาร์
มีความเสี่ยงอะไรบ้างจากการใช้ระบบนี้?
ความเสี่ยงหลักคือการระบุตัวตนผิดพลาด (Incorrect Match) ซึ่งอาจนำไปสู่การกักตัวผู้บริสุทธิ์ รวมถึงการถูกยกเลิกสิทธิในโปรแกรมผู้เดินทางที่เชื่อถือได้ เช่น Global Entry
มีการควบคุมดูแลการใช้ AI อย่างไร?
แม้จะถูกจัดว่าเป็นระบบที่มีผลกระทบสูง แต่พบว่า ICE ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโปรโตคอลการตรวจสอบและกระบวนการอุทธรณ์สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ



