Microsoft เตรียมเพิ่มระบบตรวจสอบ Secure Boot ใน Windows เพื่อรับมือใบรับรองหมดอายุ
ความปลอดภัยในช่วงเริ่มต้นการทำงานของคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่ง Secure Boot (ระบบที่ช่วยให้มั่นใจว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะรันเฉพาะซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้ในขณะบูตเครื่อง) ทำหน้าที่ป้องกันมัลแวร์ร้ายแรงที่อาจฝังตัวลึกจนการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ก็ไม่สามารถกำจัดได้ อย่างไรก็ตาม ใบรับรองความปลอดภัยดั้งเดิมที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2011 กำลังจะหมดอายุลงในเดือนมิถุนายนนี้
เพื่อป้องกันความเสี่ยง Microsoft จึงเตรียมเปิดตัวแดชบอร์ดตรวจสอบสถานะ Secure Boot ภายในแอป Windows Security โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปเช็กได้ที่เมนู Device security > Secure Boot เพื่อดูว่าเครื่องของตนยังคงได้รับการคุ้มครองอยู่หรือไม่

การอ่านค่าสถานะผ่านสัญลักษณ์สี
ระบบแจ้งเตือนใหม่นี้จะใช้สัญลักษณ์สี 3 รูปแบบ เพื่อบอกสถานะความปลอดภัยของอุปกรณ์ ดังนี้:
- สีเขียว: อุปกรณ์ได้รับการอัปเดตใบรับรองใหม่เรียบร้อยแล้ว
- สีเหลือง: มีคำแนะนำด้านความปลอดภัย ซึ่งผู้ใช้อาจต้องติดตั้งอัปเดตเฟิร์มแวร์ (Firmware) จากผู้ผลิตเพื่อให้ได้รับใบรับรองใหม่
- สีแดง: อุปกรณ์ไม่สามารถรับใบรับรอง Secure Boot ชุดใหม่ได้ ซึ่งสถานะนี้จะปรากฏเมื่อพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ส่งผลต่อการบูตเครื่อง และอุปกรณ์นั้นไม่ได้รับการอัปเดต โดยอาจเริ่มเห็นสถานะนี้ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 เป็นต้นไป
หากพบปัญหา Microsoft จะแสดงข้อความแนะนำวิธีแก้ไขอย่างละเอียด เช่น การอัปเดตระบบปฏิบัติการ Windows หรือการติดต่อผู้ผลิตอุปกรณ์โดยตรง

ผลกระทบต่อผู้ใช้ Windows 10 และ Windows 11
สำหรับผู้ที่ใช้งาน Windows 11 และผู้ใช้ Windows 10 ที่สมัครโปรแกรม Extended Security Updates (ESU) จะได้รับใบรับรองใหม่โดยอัตโนมัติผ่านการอัปเดตรายเดือนตามปกติ อย่างไรก็ตาม อาจมีคอมพิวเตอร์บางส่วนที่จำเป็นต้องอัปเดตเฟิร์มแวร์จากผู้ผลิตเมนบอร์ดก่อนจึงจะใช้งานใบรับรองใหม่ได้
ในทางกลับกัน ผู้ที่ใช้ Windows 10 เวอร์ชันปกติซึ่งสิ้นสุดการสนับสนุนไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะไม่ได้รับใบรับรอง Secure Boot ชุดใหม่นี้ ซึ่งหมายความว่าใบรับรองในเครื่องจะเริ่มหมดอายุตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
| ระบบปฏิบัติการ | การได้รับใบรับรองใหม่ | สถานะความปลอดภัย |
|---|---|---|
| Windows 11 | อัตโนมัติผ่าน Windows Update | ปลอดภัยสูง |
| Windows 10 (ESU) | อัตโนมัติผ่าน Windows Update | ปลอดภัยสูง |
| Windows 10 (ทั่วไป) | ไม่ได้รับการสนับสนุน | ความปลอดภัยลดลง (Degraded) |
แม้ว่าเครื่องที่ไม่มีใบรับรองใหม่จะยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่ Microsoft เตือนว่าอุปกรณ์จะเข้าสู่ "สถานะความปลอดภัยที่ลดลง" ซึ่งจำกัดความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามระดับการบูตเครื่อง ทำให้แฮกเกอร์อาจใช้ช่องโหว่นี้ในการโจมตีได้ สำหรับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้ ระบบจะมีตัวเลือกให้กด "I accept the risks, don’t remind me" เพื่อปิดการแจ้งเตือน
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป Microsoft จะเพิ่มการแจ้งเตือนนอกแอป Windows Security เช่น การแจ้งเตือนระดับระบบ (System Alerts) เพื่อให้ผู้ใช้รับทราบและจัดการกับคำเตือนของ Secure Boot ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ใบรับรอง Secure Boot ปี 2011 จะเริ่มหมดอายุในเดือนมิถุนายนนี้
- Windows 11 และ Windows 10 ESU จะได้รับการอัปเดตอัตโนมัติ
- Windows 10 รุ่นปกติจะไม่ได้รับใบรับรองใหม่ ทำให้เสี่ยงต่อช่องโหว่ระดับการบูต
- สถานะความปลอดภัยจะแสดงผ่านสี เขียว (ปกติ), เหลือง (ควรอัปเดต), และ แดง (มีความเสี่ยง)
- การแจ้งเตือนระบบจะขยายขอบเขตออกนอกแอป Windows Security ในเดือนพฤษภาคม 2026
คำถามที่พบบ่อย
Secure Boot คืออะไรและสำคัญอย่างไร?
Secure Boot คือมาตรฐานความปลอดภัยที่ตรวจสอบว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเริ่มต้นระบบ (Boot-up) เป็นซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้ ช่วยป้องกันไม่ให้มัลแวร์หรือ Rootkit เข้าควบคุมเครื่องตั้งแต่ก่อนที่ระบบปฏิบัติการจะเริ่มทำงาน
ถ้าเครื่องขึ้นสถานะสีแดงต้องทำอย่างไร?
ผู้ใช้ควรตรวจสอบการอัปเดต Windows ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด หรือติดต่อผู้ผลิตคอมพิวเตอร์/เมนบอร์ดเพื่อขออัปเดตเฟิร์มแวร์ หากไม่สามารถอัปเดตได้ เครื่องจะมีความเสี่ยงต่อช่องโหว่ด้านความปลอดภัยมากขึ้น
ผู้ใช้ Windows 10 ทั่วไปจะได้รับใบรับรองใหม่หรือไม่?
ไม่ได้รับ เนื่องจาก Windows 10 เวอร์ชันปกติสิ้นสุดการสนับสนุนแล้ว ยกเว้นผู้ที่ชำระเงินเข้าร่วมโปรแกรม Extended Security Updates (ESU) เท่านั้น
หากไม่ได้รับใบรับรองใหม่ คอมพิวเตอร์จะยังใช้งานได้หรือไม่?
คอมพิวเตอร์ยังคงเปิดใช้งานและทำงานได้ตามปกติ แต่จะขาดการป้องกันในระดับการบูตเครื่อง ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยมัลแวร์ระดับลึกมากขึ้น
จะตรวจสอบสถานะ Secure Boot ได้ที่ไหน?
สามารถตรวจสอบได้ในแอป Windows Security โดยไปที่หัวข้อ Device security และมองหาเมนู Secure Boot



