OnlyFans และการกวาดล้างเว็บรัฐบาลที่ถูกแฮ็กผ่านกฎหมายลิขสิทธิ์
ในโลกของคอนเทนต์ผู้ใหญ่ การต่อสู้กับ การละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด Laura Lux หนึ่งในครีเอเตอร์ชื่อดังจาก OnlyFans เปิดเผยว่าเธอต้องเผชิญกับการถูกขโมยผลงานและนำไปเผยแพร่ฟรีบนโลกออนไลน์มาเกือบสองทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถค้นหาเนื้อหาเหล่านี้ได้ง่ายๆ ผ่าน Google
เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน เหล่าครีเอเตอร์จึงหันมาใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่าง DMCA (Digital Millennium Copyright Act) หรือกฎหมายลิขสิทธิ์ดิจิทัลของสหรัฐอเมริกา เพื่อแจ้งให้ผู้ให้บริการค้นหาลบลิงก์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากระบบ ซึ่งกระบวนการนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของเว็บไซต์หน่วยงานรัฐบาลและสถาบันการศึกษาทั่วโลกโดยไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อเว็บรัฐบาลกลายเป็นแหล่งปล่อยมัลแวร์
จากการวิเคราะห์ของบริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์ UpGuard พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า มีโดเมนของรัฐบาลและสถาบันการศึกษา (.gov และ .edu) มากกว่า 2,000 แห่งใน 80 ประเทศ ถูกแจ้งลบเนื้อหาเนื่องจากเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ผู้ใหญ่ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา มีการโจมตีเว็บไซต์เหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
กลโกงนี้เริ่มต้นจากเหล่ามิจฉาชีพที่แฮ็กเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (Authoritative domains) เพื่อสร้างหน้าเว็บปลอมหรือไฟล์ PDF ที่อ้างว่ามี "คลิปหลุด" หรือ "เนื้อหา OnlyFans ฟรี" ของครีเอเตอร์ชื่อดัง เพื่อล่อลวงให้ผู้ใช้งานคลิกเข้าไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ลิงก์เหล่านี้จะนำทางผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์หลอกลวง (Scam) หรือติดตั้ง มัลแวร์ (Malware) ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อหาผลประโยชน์ทางการเงิน

ผลกระทบและการทำงานของระบบแจ้งลบ
Greg Pollock ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ UpGuard ระบุว่า แม้เหล่านางแบบ OnlyFans จะไม่ได้มีเจตนาช่วยรัฐบาลดูแลความปลอดภัย แต่การส่งคำร้อง DMCA เพื่อลบเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ กลับกลายเป็นวิธีที่ได้ผลอย่างยิ่งในการกำจัดหน้าเว็บอันตรายเหล่านี้ เพราะเมื่อ Google ลบผลการค้นหาออกไป มิจฉาชีพก็ไม่สามารถดึงดูดเหยื่อให้เข้ามายังหน้าเว็บที่ถูกแฮ็กได้อีก
| หัวข้อข้อมูล | จำนวน/รายละเอียด |
|---|---|
| จำนวนคำร้องขอให้ลบ (Takedown Requests) | 384,286 รายการ |
| จำนวน URL ที่เกี่ยวข้อง | 631,193 URL |
| จำนวน URL ที่ Google ลบออก | ประมาณ 130,000 URL |
| จำนวนเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ยื่นคำร้อง | 11,000 ราย |
| จำนวนองค์กรตัวแทนที่ดำเนินการ | 554 องค์กร |
ข้อถกเถียงทางกฎหมายและความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการใช้ DMCA ในกรณีนี้ Dan Purcell ซีอีโอของ Ceartas มองว่าการใช้กฎหมายลิขสิทธิ์กับเว็บไซต์ที่ถูกแฮ็กนั้นเป็นวิธีการที่ "เกินกว่าเหตุ" เนื่องจากหน่วยงานรัฐบาลไม่ได้ตั้งใจเผยแพร่เนื้อหาเหล่านั้น และการแจ้งลบอาจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องที่สุด แต่ควรเป็นการแจ้งเตือนทีมรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์นั้นๆ โดยตรง
ขณะที่ Jennifer Urban ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจาก UC Berkeley ให้ความเห็นว่า DMCA มักถูกนำมาใช้ในทางที่กว้างเกินไป และหากคำร้องนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการละเมิดลิขสิทธิ์จริงๆ (เช่น การใช้ชื่อเป็นตัวล่อแต่ไม่มีเนื้อหาจริง) คำร้องนั้นอาจมีความน่ากังขาในเชิงกฎหมาย
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- มิจฉาชีพใช้ชื่อครีเอเตอร์: ใช้ชื่อนางแบบ OnlyFans เป็น "เหยื่อล่อ" เพื่อให้คนคลิกเข้าเว็บรัฐบาลที่ถูกแฮ็ก
- ความน่าเชื่อถือของโดเมน: เว็บ .gov และ .edu มักติดอันดับการค้นหาสูง ทำให้มิจฉาชีพเลือกใช้เป็นฐานในการโจมตี
- บทบาทของบริษัทตัวแทน: บริษัท Rulta จากเอสโตเนีย เป็นผู้ยื่นคำร้อง DMCA รายใหญ่ที่สุด คิดเป็น 90% ของคำร้องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
- สัญญาณเตือนภัย: การพบคำสำคัญเกี่ยวกับคอนเทนต์ผู้ใหญ่ในเว็บรัฐบาล เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าระบบความปลอดภัยของหน่วยงานนั้นถูกเจาะเข้าถึงได้
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมมิจฉาชีพถึงเลือกแฮ็กเว็บไซต์รัฐบาลเพื่อลงเนื้อหาผู้ใหญ่?
เพราะเว็บไซต์ที่มีโดเมน .gov หรือ .edu มีความน่าเชื่อถือสูงในสายตาของ Google ทำให้หน้าเว็บที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ติดอันดับการค้นหาได้ง่ายกว่าเว็บทั่วไป ช่วยให้มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อได้มากขึ้น
การส่งคำร้อง DMCA ช่วยให้เว็บไซต์ปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่?
ช่วยในแง่ของการลดการมองเห็น (Visibility) โดยทำให้ลิงก์อันตรายหายไปจากผลการค้นหาของ Google แต่ไม่ได้เป็นการแก้ไขช่องโหว่ทางเทคนิคที่ทำให้เว็บถูกแฮ็กตั้งแต่แรก
ผู้ใช้งานจะรู้ได้อย่างไรว่าลิงก์ที่เห็นเป็นของปลอม?
หากพบว่า URL เป็นของหน่วยงานรัฐบาลแต่หัวข้อเป็นเรื่อง "คลิปหลุด" หรือ "เนื้อหาฟรี" ให้สันนิษฐานว่าเป็นเว็บที่ถูกแฮ็ก และควรหลีกเลี่ยงการคลิกเพื่อป้องกันมัลแวร์
การใช้ DMCA ลบเนื้อหาในเว็บที่ถูกแฮ็กถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?
มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย บางส่วนมองว่าเป็นการปกป้องสิทธิ์ที่ชอบธรรม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางท่านมองว่าเป็นการใช้เครื่องมือผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากเจ้าของเว็บ (รัฐบาล) ไม่ได้เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์โดยเจตนา



