London Underground ใช้ AI สอดส่องพฤติกรรมผู้โดยสารผ่าน CCTV ยกระดับความปลอดภัยหรือละเมิดความเป็นส่วนตัว?
กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อเอกสารที่เปิดเผยโดย WIRED ระบุว่า Transport for London (TfL) หน่วยงานผู้ดูแลระบบขนส่งมวลชนในลอนดอน ได้ทดลองใช้ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเฝ้าติดตามพฤติกรรมและภาษากายของผู้โดยสารจำนวนมหาศาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจจับการก่ออาชญากรรมและสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยภายในสถานีรถไฟใต้ดิน
ระบบดังกล่าวทำงานโดยการนำ Computer Vision (เทคโนโลยีการประมวลผลภาพด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้ AI สามารถจำแนกวัตถุและพฤติกรรมได้) มาผสานเข้ากับภาพจากกล้อง CCTV แบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ เช่น การพกพาอาวุธ การทะเลาะวิวาท หรือแม้แต่การที่ผู้โดยสารพลัดตกรางรถไฟ
รายละเอียดการทดลองที่สถานี Willesden Green
ระหว่างเดือนตุลาคม 2022 ถึงกันยายน 2023 TfL ได้ทดสอบอัลกอริทึมจำนวน 11 รูปแบบที่สถานี Willesden Green ซึ่งเป็นสถานีที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยระบบจะวิเคราะห์ภาพทุกๆ 0.1 วินาที และส่งการแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ผ่าน iPad หรือคอมพิวเตอร์ทันทีเมื่อพบพฤติกรรมที่ตรงกับเงื่อนไข
จากการทดสอบพบว่ามีการแจ้งเตือนเกิดขึ้นมากกว่า 44,000 ครั้ง โดยในจำนวนนี้ 19,000 ครั้งถูกส่งถึงเจ้าหน้าที่หน้างานแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือหรือระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว
| หัวข้อการตรวจจับ | จำนวนการแจ้งเตือน / รายละเอียด |
|---|---|
| การเลี่ยงค่าโดยสาร (Fare Evasion) | 26,000 ครั้ง (สูงสุด) |
| การล้ำเส้นเหลืองความปลอดภัย | เกือบ 2,200 ครั้ง |
| การนั่งบนม้านั่งเป็นเวลานาน | เกือบ 2,000 ครั้ง |
| พฤติกรรมก้าวร้าว (Aggression) | 66 ครั้ง (รวมข้อมูลทดสอบ) |
| การขอความช่วยเหลือด้านการเคลื่อนที่ (รถเข็น) | 59 ครั้ง |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- เป้าหมายหลัก: ตรวจจับการเลี่ยงค่าโดยสาร, พฤติกรรมต่อต้านสังคม, และเหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัย
- ความผิดพลาดของระบบ: AI แยกไม่ออกระหว่างจักรยานพับได้กับจักรยานปกติ และระบุว่าเด็กที่เดินตามผู้ปกครองผ่านประตูตรวจตั๋วเป็นการเลี่ยงค่าโดยสาร
- การจำลองเหตุการณ์: มีการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจถือปืนและมีดมาโชว์หน้ากล้องขณะปิดสถานีเพื่อฝึกฝน AI ให้จดจำอาวุธ
- ความเป็นส่วนตัว: เริ่มต้นด้วยการเบลอใบหน้า แต่ต่อมามีการยกเลิกการเบลอภาพสำหรับผู้ที่สงสัยว่าเลี่ยงค่าโดยสารและเก็บข้อมูลไว้นานขึ้น
- ข้อจำกัดทางเทคนิค: แสงแดดที่ส่องเข้ากล้องทำให้ประสิทธิภาพลดลง และ AI ไม่สามารถตรวจจับ "ความก้าวร้าว" ได้อย่างแม่นยำเนื่องจากขาดข้อมูลในการฝึกฝน (Training Data)

ข้อกังวลด้านจริยธรรมและสิทธิมนุษยชน
ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวจากสถาบัน Ada Lovelace และกลุ่ม Access Now แสดงความกังวลว่า แม้การทดลองนี้จะไม่ได้ใช้ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) แต่การวิเคราะห์ภาษากายเพื่อระบุลักษณะเฉพาะของบุคคลอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน
นอกจากนี้ การที่ TfL ไม่มีการติดตั้งป้ายแจ้งเตือนผู้โดยสารว่ากำลังถูกทดสอบด้วย AI ทำให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสและการยินยอมของผู้ถูกสอดส่อง ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ Surveillance State หรือรัฐแห่งการสอดส่องที่ควบคุมประชาชนอย่างเข้มงวดเกินความจำเป็น
คำถามที่พบบ่อย
AI ของ TfL สามารถตรวจจับอาวุธได้จริงหรือไม่?
จากการทดลองพบว่าไม่มีการแจ้งเตือนเหตุอาวุธเกิดขึ้นจริงในสถานี แม้จะมีการจำลองเหตุการณ์โดยใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจถืออาวุธเพื่อฝึกระบบ แต่ประสิทธิภาพในการตรวจจับในสถานการณ์จริงยังไม่ถูกระบุชัดเจนในเอกสาร
ระบบนี้ช่วยผู้พิการหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร?
AI สามารถตรวจจับรถเข็นเด็กหรือรถเข็นผู้พิการ ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่ในสถานีที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับรถเข็นสามารถเตรียมการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ทำไม AI ถึงระบุว่าเด็กๆ เลี่ยงค่าโดยสาร?
เนื่องจากอัลกอริทึมตรวจจับการเดินตามหลัง (Tailgating) โดยไม่คำนึงถึงส่วนสูง ทำให้เด็กที่เดินตามผู้ปกครองถูกแจ้งเตือน ซึ่งภายหลัง TfL ได้ปรับปรุงระบบไม่ให้แจ้งเตือนบุคคลที่มีความสูงต่ำกว่าระดับประตู
TfL จะขยายการใช้ AI นี้ไปยังสถานีอื่นหรือไม่?
ปัจจุบัน TfL กำลังพิจารณาขอบเขตของเฟสที่สอง โดยระบุว่าการขยายผลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปรึกษาหารือกับชุมชนท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน
ข้อมูลภาพใบหน้าของผู้โดยสารได้รับการคุ้มครองอย่างไร?
ในช่วงแรกมีการเบลอใบหน้าและเก็บข้อมูลเพียง 14 วัน แต่สำหรับกรณีสงสัยว่าเลี่ยงค่าโดยสาร ระบบจะยกเลิกการเบลอภาพและเก็บข้อมูลไว้นานกว่าปกติเพื่อใช้เป็นหลักฐาน



