iPhone 8 vs iPhone 8 Plus vs iPhone X เลือกรุ่นไหนที่ใช่สำหรับคุณ

แม้ว่า iPhone X จะเป็นรุ่นที่สร้างกระแสฮือฮาด้วยนวัตกรรมใหม่ แต่ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูงในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสามรุ่น เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่ารุ่นไหนคือคำตอบที่ลงตัวที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์และการใช้งานของคุณ

ดีไซน์และการออกแบบ: ความล้ำสมัยปะทะความคลาสสิก

หากคุณชอบความแปลกใหม่ iPhone X คือคำตอบด้วยการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ โดยใช้หน้าจอแบบไร้ขอบ (Edge-to-edge display) พร้อมวัสดุกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อมรอบด้วยขอบโลหะขัดเงา จุดเด่นที่สุดคือการตัดปุ่ม Home แบบเดิมออก แล้วแทนที่ด้วยเซนเซอร์ Face ID (ระบบปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้า) ที่ติดตั้งอยู่บริเวณส่วนบนของหน้าจอ

ในขณะที่ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ยังคงรักษาดีไซน์ดั้งเดิมที่คุ้นเคย โดยมีปุ่ม Home พร้อม Touch ID (ระบบสแกนลายนิ้วมือ) และสัดส่วนหน้าจอแบบมาตรฐาน แต่มีการอัปเกรดฝาหลังเป็นกระจกเพื่อรองรับระบบชาร์จไร้สาย

ในด้านขนาดและการพกพา iPhone 8 (หน้าจอ 4.7 นิ้ว) มีขนาดกะทัดรัดที่สุดและใช้งานมือเดียวได้สะดวกที่สุด ตามมาด้วย iPhone X (หน้าจอ 5.8 นิ้ว) ที่แม้หน้าจอจะใหญ่แต่ตัวเครื่องมีขนาดใกล้เคียงกับ iPhone 8 ส่วน iPhone 8 Plus (หน้าจอ 5.5 นิ้ว) จะเป็นรุ่นที่ใหญ่และหนักที่สุดในบรรดาทั้งสามรุ่น

iPhone 8 + X

ทั้งสามรุ่นมาพร้อมมาตรฐาน IP67 ซึ่งสามารถกันน้ำและฝุ่นได้ (ทนน้ำลึก 5 ฟุต ได้นาน 30 นาที) และรองรับ Bluetooth 5.0 ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อเสถียรขึ้นและสามารถสตรีมเสียงไปยังหูฟังสองคู่ได้พร้อมกัน

หน้าจอและการแสดงผล: ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด

ความแตกต่างของหน้าจอระหว่าง iPhone X กับรุ่น 8 นั้นชัดเจนมาก โดย iPhone X ใช้จอ Super Retina HD แบบ OLED (Organic Light-Emitting Diode ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจอภาพที่ให้สีดำสนิทและสีสันสดใส) ความละเอียด 2,436 x 1,125 พิกเซล และมีความหนาแน่นของพิกเซลสูงถึง 458 ppi

ส่วน iPhone 8 (1,334 x 750 พิกเซล, 326 ppi) และ iPhone 8 Plus (1,920 x 1,080 พิกเซล, 401 ppi) ยังคงใช้เทคโนโลยีจอภาพแบบเดิมจากรุ่นก่อนหน้า แม้ว่าทั้งสามรุ่นจะรองรับ True Tone (การปรับสีหน้าจอตามแสงสภาพแวดล้อม) และ 3D Touch (การรับรู้แรงกดบนหน้าจอ) แต่มีเพียง iPhone X เท่านั้นที่รองรับ HDR (High Dynamic Range) ซึ่งช่วยให้การรับชมวิดีโอและรูปภาพมีมิติและรายละเอียดแสงสีที่สมจริงยิ่งขึ้น

Page Desktop Banner

ขุมพลังและการจัดการพลังงาน

หัวใจหลักของทั้งสามรุ่นคือชิปเซ็ต A11 Bionic ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดในขณะนั้น โดยมีคะแนนทดสอบ Single-core สูงถึง 4,061 และ Multi-core ที่ 9,959 ทำลายสถิติทั้งในฝั่ง Android และอุปกรณ์ Apple รุ่นก่อนหน้า พร้อม GPU ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการเล่นเกมที่ลื่นไหล

ด้านแบตเตอรี่ iPhone X โดดเด่นที่สุด โดย Apple ระบุว่าใช้งานได้นานกว่า iPhone 7 ถึง 2 ชั่วโมง (ประมาณ 8 ชั่วโมงในการทดสอบสตรีมวิดีโอ) ขณะที่ iPhone 8 มีอายุการใช้งานใกล้เคียงกับ iPhone 7 และ iPhone 8 Plus จะมีความจุที่มากกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งสามรุ่นรองรับระบบ Fast Charging ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 50% ภายใน 30 นาทีเมื่อใช้ร่วมกับอะแดปเตอร์ของ iPad

ประสิทธิภาพกล้องและการถ่ายภาพ

iPhone 8 มาพร้อมกล้องหลังเดี่ยว 12 ล้านพิกเซล พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS) และแฟลช True Tone แต่จะไม่มีเลนส์ Telephoto ทำให้ไม่สามารถซูมแบบ Optical หรือใช้โหมด Portrait (หน้าชัดหลังเบลอ) ได้

iPhone 8 Plus และ iPhone X ยกระดับขึ้นด้วยกล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล (เลนส์ Wide และ Telephoto) รองรับการซูม Optical 2 เท่า และโหมด Portrait Lighting ที่ให้แสงเงาเหมือนถ่ายในสตูดิโอ แต่จุดที่ iPhone X เหนือกว่าคือ กล้องหลังทั้งสองตัวมีระบบ OIS ในขณะที่ 8 Plus มีเพียงเลนส์ Wide เท่านั้น

นอกจากนี้ iPhone X ยังมีกล้องหน้า TrueDepth 7 ล้านพิกเซล ที่ใช้สำหรับ Face ID และสร้าง Animojis (อีโมจิเคลื่อนไหวตามใบหน้า) รวมถึงโหมด Portrait สำหรับการถ่ายเซลฟี่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ารุ่นอื่นอย่างมาก

ทั้งสามรุ่นสามารถบันทึกวิดีโอระดับ 4K ได้ที่ 24, 30 และ 60fps รวมถึงวิดีโอ Slow-mo 1080p ที่ 120 หรือ 240fps

ซอฟต์แวร์และราคา

ทุกรุ่นทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS 11 ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์เด่นอย่าง ARKit (เทคโนโลยีความจริงเสริม หรือ Augmented Reality), ระบบจัดการไฟล์ และการทำงานแบบ Multitasking ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตารางสรุปเปรียบเทียบ iPhone 8, 8 Plus และ iPhone X
คุณสมบัติ iPhone 8 iPhone 8 Plus iPhone X
ขนาดหน้าจอ 4.7 นิ้ว (LCD) 5.5 นิ้ว (LCD) 5.8 นิ้ว (OLED)
ชิปเซ็ต A11 Bionic A11 Bionic A11 Bionic
ระบบปลดล็อก Touch ID Touch ID Face ID
กล้องหลัง เดี่ยว 12MP คู่ 12MP (OIS 1 เลนส์) คู่ 12MP (OIS 2 เลนส์)
ราคาเริ่มต้น (64GB) $699 $799 $999

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • iPhone X เป็นรุ่นเดียวที่ใช้จอ OLED และระบบ Face ID
  • A11 Bionic คือชิปเซ็ตที่ใช้ร่วมกันทั้ง 3 รุ่น ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในระดับเดียวกัน
  • iPhone 8 เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้ที่เน้นการใช้งานพื้นฐานและขนาดกะทัดรัด
  • iPhone 8 Plus เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจอใหญ่และกล้องคู่ในราคาที่ถูกกว่า iPhone X
  • iPhone X ให้คุณภาพวิดีโอและภาพถ่ายดีที่สุดด้วยระบบ OIS ในเลนส์คู่และกล้องหน้า TrueDepth

คำถามที่พบบ่อย

iPhone X ต่างจาก iPhone 8 Plus อย่างไรในด้านกล้อง?

แม้ทั้งคู่จะมีกล้องคู่ 12 ล้านพิกเซลเหมือนกัน แต่ iPhone X มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS) ในเลนส์ทั้งสองตัว ในขณะที่ 8 Plus มีเพียงเลนส์เดียว นอกจากนี้ iPhone X ยังมีกล้องหน้า TrueDepth ที่รองรับโหมด Portrait และ Animojis

หน้าจอ Super Retina HD ใน iPhone X ดีกว่าอย่างไร?

หน้าจอของ iPhone X เป็นแบบ OLED ซึ่งให้สีดำที่สนิทกว่า สีสันสดใสกว่า และรองรับ HDR ทำให้การดูคอนเทนต์วิดีโอมีคุณภาพสูงกว่าหน้าจอ LCD ใน iPhone 8 และ 8 Plus

รุ่นไหนเหมาะกับการใช้งานมือเดียวมากที่สุด?

iPhone 8 เป็นรุ่นที่ใช้งานมือเดียวได้สะดวกที่สุดเนื่องจากมีขนาดหน้าจอ 4.7 นิ้ว และตัวเครื่องมีขนาดเล็กที่สุด ตามมาด้วย iPhone X

แบตเตอรี่ของรุ่นไหนอึดที่สุด?

จากข้อมูลของ Apple และการทดสอบ iPhone X มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่นานที่สุด โดยสามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone 7 ประมาณ 2 ชั่วโมง

ทั้งสามรุ่นรองรับการชาร์จไร้สายหรือไม่?

ใช่ ทั้ง iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X รองรับการชาร์จไร้สายทั้งหมด เนื่องจากมีการเปลี่ยนวัสดุฝาหลังเป็นกระจก