Instagram Stories ก้าวกระโดดสู่ 150 ล้านผู้ใช้ พร้อมเปิดตัวระบบโฆษณาแบบข้ามได้

Instagram Stories ฟีเจอร์ยอดนิยมที่เน้นการแชร์เนื้อหาชั่วคราว กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วโดยมียอดผู้ใช้งานต่อวันพุ่งสูงถึง 150 ล้านราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบเท่ากับสถิติล่าสุดของ Snapchat แอปพลิเคชันต้นแบบที่ Instagram นำแนวคิดมาปรับใช้ และเพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ Instagram จึงเริ่มนำระบบการสร้างรายได้เข้ามาใช้ผ่านการเปิดตัวโฆษณาในรูปแบบ Stories

รูปแบบของโฆษณาใหม่นี้จะถูกแทรกอยู่ระหว่าง Stories ของผู้ใช้งานทั่วไป โดยแบ่งเป็น ภาพนิ่งความยาว 5 วินาที และ วิดีโอความยาว 15 วินาที ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกที่จะรับชมจนจบหรือปัดหน้าจอเพื่อข้าม (Skip) ได้ทันที โดยโฆษณาเหล่านี้จะไม่มีปุ่มให้คลิกในระยะแรก แต่จะปรากฏขึ้นเมื่อระบบเปลี่ยนผ่านจาก Stories ของเพื่อนคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง พร้อมระบุป้ายกำกับว่า "Sponsored" เพื่อความชัดเจน

กลยุทธ์การเติบโตและการสร้างรายได้

การตัดสินใจเริ่มทำกำไรหลังจากเปิดตัวฟีเจอร์ได้เพียง 5 เดือน (ตั้งแต่เดือนสิงหาคม) อาจดูรวดเร็วเกินไปในสายตาบางคน แต่หากพิจารณาจากสถิติจะพบว่า Stories เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยแตะระดับ 100 ล้านผู้ใช้ต่อวันได้ในเดือนตุลาคม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการวางตำแหน่งไว้ที่ด้านบนสุดของหน้าฟีดหลัก ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าการแยกแท็บหรือต้องโหลดแอปใหม่

เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต Instagram ใช้เวลาถึง 3 ปี กว่าที่หน้าฟีดหลักจะมีผู้ใช้งานถึงระดับที่เริ่มใส่โฆษณาได้ (ช่วงปลายปี 2013) แต่สำหรับ Stories กลับใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน Instagram มีผู้ใช้งานรายเดือนรวม 600 ล้านราย และรายวัน 300 ล้านราย

สรุปข้อมูลสำคัญของ Instagram Stories และระบบโฆษณา
หัวข้อ รายละเอียด
จำนวนผู้ใช้งาน Stories ต่อวัน 150 ล้านราย
รูปแบบโฆษณา ภาพนิ่ง (5 วินาที) และ วิดีโอ (15 วินาที)
วิธีการคิดค่าโฆษณา CPM (Cost-per-1000-impressions) ผ่านระบบประมูล
การวัดผล (Impression) นับทันทีที่ปรากฏ ไม่ต้องรอครบ 3 วินาที
กลุ่มทดสอบแรกเริ่ม พันธมิตร 30 ราย (เช่น Nike, Netflix, General Motors)

การสนับสนุนภาคธุรกิจและเครื่องมือวิเคราะห์

Instagram มั่นใจว่าโฆษณาจะไม่ทำให้ผู้ใช้รำคาญจนเลิกใช้แอป เนื่องจากผู้ใช้งานกว่า 70% ติดตามบัญชีธุรกิจอยู่แล้ว และ 1 ใน 3 ของ Stories ที่มีคนดูมากที่สุดถูกสร้างโดยแบรนด์ต่างๆ นอกจากนี้ ธุรกิจที่ใช้บัญชี Business จะสามารถเข้าถึง Insights หรือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบจำนวนการเข้าถึง (Reach), จำนวนครั้งที่ปรากฏ (Impressions), การตอบกลับ (Replies) และอัตราการกดออกจาก Stories (Exits)

ในด้านการชำระเงิน โฆษณาจะถูกขายในรูปแบบ CPM (Cost-per-1000-impressions) หรือการคิดค่าใช้จ่ายต่อการแสดงผลทุก 1,000 ครั้ง โดยใช้ระบบประมูลราคา ซึ่งแตกต่างจากวิดีโอของ Facebook ที่ต้องเล่นครบ 3 วินาทีจึงจะนับเป็น 1 วิว อย่างไรก็ตาม James Quarles รองประธานฝ่ายธุรกิจของ Instagram ระบุว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มฟีเจอร์การซื้อคลิก (Click) หรือการวัดผลการดูวิดีโอที่ละเอียดขึ้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การเติบโต: Stories มียอดผู้ใช้รายวัน 150 ล้านคน เท่ากับ Snapchat ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • รูปแบบโฆษณา: เป็นแบบข้ามได้ (Skippable) และแทรกระหว่าง Stories ของผู้ใช้
  • ความแตกต่างจาก Facebook: นับ Impression ทันทีที่เห็น ไม่ต้องรอให้วิดีโอเล่นถึง 3 วินาที
  • เป้าหมาย: เพิ่มรายได้ให้กับ Facebook ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ผ่านฐานผู้ใช้ที่ชื่นชอบคอนเทนต์จากแบรนด์

คำถามที่พบบ่อย

โฆษณาใน Instagram Stories มีลักษณะอย่างไร?

เป็นภาพนิ่งความยาว 5 วินาที หรือวิดีโอความยาว 15 วินาที ที่จะปรากฏขึ้นระหว่างการรับชม Stories ของเพื่อน โดยมีคำว่า "Sponsored" กำกับไว้ และผู้ใช้สามารถปัดหน้าจอเพื่อข้ามได้

ธุรกิจสามารถวัดผลโฆษณาได้อย่างไร?

สามารถตรวจสอบได้ผ่านปุ่ม Insights ในหน้าโปรไฟล์ ซึ่งจะแสดงข้อมูลทั้งการเข้าถึง (Reach), จำนวนครั้งที่แสดงผล (Impressions), การตอบกลับ และจำนวนคนที่กดปิด Stories

การคิดค่าโฆษณาของ Instagram Stories ต่างจาก Facebook อย่างไร?

Instagram Stories ใช้การนับ Impression ทันทีที่โฆษณาปรากฏขึ้น โดยไม่ต้องรอให้วิดีโอเล่นครบ 3 วินาทีเหมือนกับมาตรฐานของวิดีโอบน Facebook

ปัจจุบันสามารถคลิกลิงก์จากโฆษณา Stories ได้หรือไม่?

ในระยะแรกยังไม่สามารถคลิกหรือปัดขึ้นเพื่อไปยังเว็บไซต์ของผู้โฆษณาได้ แต่ทาง Instagram มีแผนที่จะเพิ่มฟีเจอร์การซื้อคลิกและการวัดผลในรูปแบบนี้ในอนาคต

ทำไม Instagram ถึงรีบเปิดตัวโฆษณาทั้งที่ฟีเจอร์เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน?

เนื่องจากมีการเติบโตของผู้ใช้งานที่สูงมากและรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับการติดตามบัญชีธุรกิจอยู่แล้ว ทำให้บริษัทมั่นใจว่าสามารถสร้างรายได้ได้โดยไม่กระทบต่อการเติบโตของแอป