Deepfake Pornography วิกฤตสื่อลามก AI และการต่อสู้เพื่อลบเนื้อหาออกจาก Google
ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา โลกออนไลน์ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของวิดีโอ Deepfake Pornography หรือสื่อลามกที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์โดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้หญิงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสตรีมเมอร์ใน Twitch, เกมเมอร์ หรือผู้สร้างคอนเทนต์ชื่อดัง ที่ต้องกลายเป็นเหยื่อของการถูกนำใบหน้าไปตัดต่อในวิดีโออนาจาร
ปัญหาที่น่ากังวลคือ ผู้คนจำนวนมหาศาลเข้าถึงเว็บไซต์เหล่านี้ผ่านการค้นหาบน Google โดยใช้ชื่อของคนดังหรือผู้สร้างคอนเทนต์ควบคู่กับคำว่า deepfake ทำให้เนื้อหาที่สร้างความเสียหายแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
กลไกการลบเนื้อหาผ่าน DMCA และข้อจำกัดทางกฎหมาย
เครื่องมือหลักที่เหยื่อใช้ในการต่อสู้คือ DMCA (Digital Millennium Copyright Act) ซึ่งเป็นกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกาที่อนุญาตให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งลบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากเว็บไซต์หรือผลการค้นหาของ Search Engine ได้
จากการวิเคราะห์ของ WIRED พบว่ามีการยื่นคำร้องขอให้ Google ลบ URL ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ Deepfake ยอดนิยมกว่า 13,000 รายการ ซึ่งครอบคลุม URL เกือบ 30,000 รายการ โดยประมาณ 82% ของคำร้องเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการนำลิงก์ออกจากผลการค้นหาของ Google
| หัวข้อข้อมูล | รายละเอียด/สถิติ |
|---|---|
| จำนวนคำร้องขอแจ้งลบ (Copyright Complaints) | มากกว่า 13,000 รายการ |
| จำนวน URL ที่ถูกระบุในคำร้อง | เกือบ 30,000 URL |
| อัตราความสำเร็จในการลบลิงก์ออกจาก Google | ประมาณ 82% |
| จำนวนคำร้องต่อเว็บไซต์ Deepfake รายใหญ่ 2 แห่ง | มากกว่า 6,000 และ 4,000 รายการตามลำดับ |
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า DMCA เป็นเครื่องมือที่ไม่สมบูรณ์ เพราะกฎหมายนี้เน้นที่ ลิขสิทธิ์ (Copyright) ไม่ใช่ ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ในบางกรณี ผู้ที่สร้าง Deepfake อาจถูกมองว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานที่ถูกดัดแปลงนั้น ทำให้เหยื่อตัวจริงไม่สามารถใช้สิทธิ์ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อสั่งลบเนื้อหาได้
ประเภทของเนื้อหา Deepfake ที่เป็นอันตราย
ด้วยความก้าวหน้าของ Machine Learning (การเรียนรู้ของเครื่อง) ทำให้การสร้างสื่อปลอมทำได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก:
- Face-swapping: การนำใบหน้าของบุคคลหนึ่งไปวางทับบนร่างของนักแสดงในวิดีโอโป๊ที่มีอยู่แล้ว
- Undressing Apps: แอปพลิเคชันที่ใช้ AI ในการ "ถอดเสื้อผ้า" หรือเปลี่ยนภาพปกติให้เป็นภาพนู้ด
- Generative AI: การใช้ AI สร้างภาพขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เช่น กรณีภาพปลอมของ Taylor Swift ที่แพร่ระบาดเมื่อต้นปี

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- เป้าหมายหลัก: ผู้หญิงคือกลุ่มเป้าหมายหลักที่ถูกโจมตีเพื่อสร้างความอับอายและคุกคาม
- ผลกระทบทางสังคม: เนื้อหาเหล่านี้ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและการสมัครงานของเหยื่ออย่างรุนแรง
- ช่องโหว่ของแพลตฟอร์ม: เว็บไซต์ Deepfake มักจดทะเบียนในต่างประเทศ (Offshore) เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีทางกฎหมาย
- การตอบสนองของ Google: Google มีเครื่องมือแยกต่างหากสำหรับการแจ้งลบ Deepfake โดยเฉพาะ นอกเหนือจากกระบวนการ DMCA
การบังคับใช้กฎหมายและทางออกในอนาคต
ในออสเตรเลีย หน่วยงาน e-safety commissioner ได้เริ่มดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยมีการสั่งให้ผู้ที่อัปโหลดภาพ Deepfake ลบข้อมูลและทำลายหลักฐาน ซึ่งในบางกรณีนำไปสู่การดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาลเมื่อผู้กระทำความผิดเดินทางเข้าประเทศ
นักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า บริษัทเทคโนโลยีควรลงทุนในการให้ความรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับอันตรายของ Deepfake และรัฐบาลควรตรากฎหมายที่ลดภาระของเหยื่อในการติดตามลบเนื้อหา โดยให้ถือว่าสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับสื่อลามกเด็ก
คำถามที่พบบ่อย
DMCA คืออะไรและช่วยลบ Deepfake ได้อย่างไร?
DMCA คือกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ ที่ให้เจ้าของผลงานแจ้งลบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ในกรณี Deepfake เหยื่อมักใช้ช่องทางนี้แจ้ง Google ให้ลบลิงก์ที่นำไปสู่ภาพหรือวิดีโอปลอมออกจากผลการค้นหา เนื่องจากแพลตฟอร์มมักให้ความสำคัญกับกฎหมายลิขสิทธิ์มากกว่าการละเมิดความเป็นส่วนตัว
ทำไม Google ไม่ลบเว็บไซต์ Deepfake ออกไปทั้งหมด?
แม้จะมีการแจ้งลบลิงก์จำนวนมาก แต่ Google มักดำเนินการลบเป็นราย URL ตามคำร้องขอ อย่างไรก็ตาม Google ระบุว่าหากเว็บไซต์ใดมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในปริมาณสูง จะถูกใช้เป็นสัญญาณว่าเว็บไซต์นั้นไม่มีคุณภาพ และกำลังพัฒนาระบบเพื่อจำกัดการมองเห็นของ Deepfake ให้ดียิ่งขึ้น
Deepfake มีกี่ประเภทที่พบบ่อยในเชิงลามก?
มี 3 ประเภทหลัก คือ การสลับใบหน้าในวิดีโอโป๊ (Face-swap), การใช้แอปถอดเสื้อผ้า (Undressing apps) และการใช้ AI สร้างภาพนู้ดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด (Generative AI)
หากตกเป็นเหยื่อ Deepfake ควรทำอย่างไร?
สามารถใช้เครื่องมือแจ้งลบเนื้อหาของ Google โดยเฉพาะสำหรับ Deepfake หรือใช้การแจ้งลบผ่าน DMCA หากมีสิทธิ์ในลิขสิทธิ์ของภาพต้นฉบับ รวมถึงการปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานคุ้มครองสิทธิทางดิจิทัลเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย
ทำไมการดำเนินคดีกับผู้สร้าง Deepfake ถึงทำได้ยาก?
เนื่องจากผู้สร้างมักปกปิดตัวตนและใช้บริการโฮสติ้งในประเทศที่กฎหมายเข้าไม่ถึง (Offshore) ทำให้การระบุตัวตนและการส่งหมายศาลทำได้ยากลำบาก


