CBP ยกระดับการสอดแนมดิจิทัล เตรียมจัดซื้อเครื่องมือ Forensic ขั้นสูงเพื่อตรวจค้นอุปกรณ์ที่ชายแดนสหรัฐฯ
หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (Customs and Border Protection หรือ CBP) กำลังมองหาเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการเปิดรับข้อเสนอจากบริษัทเทคโนโลยีเพื่อจัดหาเครื่องมือ Digital Forensics (นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล หรือการกู้คืนและวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อใช้เป็นหลักฐาน) สำหรับใช้จัดการกับข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ถูกยึดได้บริเวณชายแดน
ความต้องการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ CBP ในการปรับปรุงระบบการวิเคราะห์ข้อมูลให้ทันสมัยและครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถขั้นสูง เช่น การถอดรหัสข้อความในแอปพลิเคชันที่เข้ารหัส การค้นหา "ภาษาลับ" ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเพื่อปกปิดความหมาย รวมถึงการใช้ระบบจดจำวัตถุเพื่อค้นหาสิ่งของเฉพาะเจาะจง (เช่น รถสามล้อสีแดง) จากวิดีโอจำนวนมาก และการวิเคราะห์รูปแบบข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสร้างข้อมูลข่าวกรอง
การขยายตัวของการตรวจค้นอุปกรณ์ดิจิทัล
จากข้อมูลพบว่า CBP มีแนวโน้มการตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2024 มีการตรวจค้นอุปกรณ์ไปมากกว่า 47,000 เครื่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2023 ที่มีการตรวจค้นประมาณ 41,500 เครื่อง และหากย้อนกลับไปในปี 2015 ตัวเลขนี้อยู่ที่เพียง 8,500 เครื่องเท่านั้น
ปัจจุบัน CBP ใช้งานซอฟต์แวร์จากบริษัท Cellebrite มาตั้งแต่ปี 2008 โดยมีสัญญาจ้างงานรวม 8 ฉบับ มูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสัญญาเหล่านี้จะทยอยสิ้นสุดลงระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 ถึงเมษายน 2026 ทำให้หน่วยงานต้องเร่งหาคู่สัญญาใหม่หรือเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อมาทดแทนและเสริมการทำงาน โดยคาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาฉบับใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2026
| หัวข้อข้อมูล | รายละเอียด / จำนวน |
|---|---|
| จำนวนอุปกรณ์ที่ถูกตรวจค้นปี 2015 | มากกว่า 8,500 เครื่อง |
| จำนวนอุปกรณ์ที่ถูกตรวจค้นปี 2023 | ประมาณ 41,500 เครื่อง |
| จำนวนอุปกรณ์ที่ถูกตรวจค้นปี 2024 | มากกว่า 47,000 เครื่อง |
| จำนวนการตรวจค้นขั้นสูง (Advanced Search) ปี 2024 | ประมาณ 4,200 เครื่อง |
| ระยะเวลาสูงสุดในการเก็บรักษาข้อมูลในระบบ ATS | สูงสุด 15 ปี |
เจาะลึกความสามารถของเครื่องมือสอดแนม
เครื่องมืออย่าง Cellebrite และซอฟต์แวร์ที่ CBP สนใจ มีขีดความสามารถในการเจาะลึกข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองรูปภาพตามประเภทวัตถุ เช่น เครื่องประดับ หรือเอกสารลายมือ การดึงข้อความจากแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง TikTok รวมถึงการสร้างแผนผังความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Maps) และการระบุพิกัดสถานที่ที่ผู้ใช้ส่งข้อความ
ตัวอย่างความทรงพลังของเครื่องมือนี้ปรากฏในเหตุการณ์จลาจลวันที่ 6 มกราคม ซึ่งมีรายงานว่า Cellebrite สามารถดึงข้อมูลจากบุคคลเพียงคนเดียวได้มากกว่า 12,000 หน้า รวมถึงบันทึกจาก Facebook และสื่อมัลติมีเดียอีกจำนวนมาก
ข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนและข้อกฎหมาย
การใช้อำนาจของ CBP ก่อให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีการกักตัวและตรวจค้นโทรศัพท์ของผู้เดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อซักถามเกี่ยวกับความเชื่อทางการเมือง เช่น กรณีศาสตราจารย์ชาวเลบานอนจากมหาวิทยาลัย Brown ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศหลังจากถูกตรวจพบข้อมูลที่ถูกตีความว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม Hezbollah
ในด้านกฎหมาย CBP มีอำนาจในการตรวจค้นโทรศัพท์ที่ชายแดนได้โดย ไม่ต้องมีหมายศาล หากพลเมืองสหรัฐฯ ปฏิเสธการให้รหัสผ่านอาจถูกกักตัวชั่วคราว แต่สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ การปฏิเสธอาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ
การตรวจค้นแบ่งเป็นสองระดับ คือ การตรวจค้นพื้นฐาน (Basic Search) ซึ่งเป็นการเลื่อนดูข้อมูลด้วยมือ และ การตรวจค้นขั้นสูง (Advanced Search) ซึ่งจะมีการดาวน์โหลดข้อมูลทั้งหมดในเครื่องเพื่อนำไปวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ Forensic โดย CBP สามารถเก็บอุปกรณ์ไว้ได้หลายวัน หรือนานเป็นเดือนหากมีเหตุจำเป็น และสามารถแชร์ข้อมูลนี้ให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- CBP กำลังจัดหาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลที่สามารถถอดรหัสแอปพลิเคชันและค้นหา "ภาษาลับ" ได้
- จำนวนการตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 8,500 เครื่องในปี 2015 เป็นกว่า 47,000 เครื่องในปี 2024
- Cellebrite เป็นผู้ให้บริการหลัก แต่ CBP ต้องการขยายขีดความสามารถและลดการพึ่งพาเครื่องมือเดียว
- เจ้าหน้าที่ชายแดนสหรัฐฯ สามารถตรวจค้นโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล
- ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในระบบ Automated Targeting System (ATS) อาจถูกเก็บไว้นานถึง 15 ปี
- Cellebrite เคยถูก Amnesty International กล่าวหาว่าเครื่องมือของบริษัทถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยตำรวจเซอร์เบีย
คำถามที่พบบ่อย
CBP สามารถตรวจโทรศัพท์ของฉันได้โดยไม่มีหมายศาลหรือไม่?
ได้ ตามกฎหมายของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ CBP มีอำนาจในการตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ที่เดินทางผ่านด่านชายแดนได้โดยไม่ต้องขอหมายศาลจากศาล
หากฉันปฏิเสธไม่ให้รหัสผ่านโทรศัพท์จะเกิดอะไรขึ้น?
หากเป็นพลเมืองสหรัฐฯ อาจถูกกักตัวไว้ชั่วคราวแต่จะไม่ถูกห้ามเข้าประเทศ ส่วนผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปฏิเสธการเข้าเมือง
การตรวจค้นขั้นสูง (Advanced Search) แตกต่างจากการตรวจค้นปกติอย่างไร?
การตรวจค้นปกติคือการที่เจ้าหน้าที่เลื่อนดูข้อมูลในเครื่องด้วยตนเอง แต่การตรวจค้นขั้นสูงจะมีการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางเพื่อคัดลอกข้อมูลทั้งหมดในเครื่องออกมาวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการยึดอุปกรณ์ไว้นานขึ้น
ข้อมูลที่ถูกตรวจค้นจะถูกนำไปใช้ทำอะไรและเก็บไว้นานแค่ไหน?
ข้อมูลอาจถูกนำไปแชร์กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ทั้งในระดับท้องถิ่น รัฐ หรือต่างประเทศ และอาจถูกจัดเก็บในระบบ Automated Targeting System เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านอาชญากรรมหรือการก่อการร้ายได้นานถึง 15 ปี
Cellebrite มีมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร?
บริษัทระบุว่ามีนโยบายการให้ใบอนุญาตที่เข้มงวด โดยจะพิจารณาประวัติสิทธิมนุษยชนและนโยบายต่อต้านการทุจริตของลูกค้าก่อนการขาย และไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องมือเพื่อเข้าถึงข้อมูลของนักข่าวหรือนักกิจกรรมนอกเหนือจากกระบวนการทางกฎหมาย



