AI สอดแนมในสถานีรถไฟอังกฤษ: การทดลองวิเคราะห์ใบหน้าและพฤติกรรมผู้โดยสาร

ผู้โดยสารจำนวนมากในสหราชอาณาจักรอาจถูกสแกนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว ผ่านซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Amazon ในโครงการทดลองระบบเฝ้าระวังที่ครอบคลุมสถานีรถไฟหลายแห่ง โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้เดินทาง เช่น อายุ เพศ และอารมณ์ ซึ่งมีการระบุว่าข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปต่อยอดเพื่อเพิ่มรายได้จากการโฆษณาและธุรกิจค้าปลีกในอนาคต

โครงการนี้ดำเนินการโดย Network Rail หน่วยงานดูแลโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ซึ่งได้ทดสอบเทคโนโลยีในสถานีรถไฟ 8 แห่ง รวมถึงสถานีหลักอย่าง Waterloo และ Euston ในลอนดอน รวมถึง Manchester Piccadilly โดยใช้กล้อง CCTV ร่วมกับระบบ Object Recognition หรือการจดจำวัตถุ ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของ Machine Learning (การเรียนรู้ของเครื่อง) ที่สามารถระบุสิ่งของหรือบุคคลในวิดีโอได้

เป้าหมายและการใช้งาน AI ในพื้นที่สาธารณะ

การนำ AI มาใช้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสถานี โดยมีการนำไปใช้ในหลายรูปแบบ ดังนี้:

  • การรักษาความปลอดภัย: ตรวจจับผู้ที่บุกรุกเข้าไปในรางรถไฟ และเฝ้าระวังพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การวิ่ง การตะโกน การเล่นสเก็ตบอร์ด หรือการสูบบุหรี่
  • การจัดการฝูงชน: ตรวจสอบและคาดการณ์ความแออัดบนชานชาลาเพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ
  • การป้องกันอาชญากรรม: ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามหาจักรยานที่ถูกขโมย โดยการระบุบุคคลที่นำจักรยานติดตัวมาในวิดีโอ
  • การบำรุงรักษา: ใช้เซนเซอร์ไร้สายตรวจจับพื้นผิวที่ลื่นจากหยดน้ำ (Sweating floors) ถังขยะที่เต็ม หรือท่อระบายน้ำที่อาจล้น

นอกจากนี้ ในสถานี Leeds ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีที่พลุกพล่านที่สุดนอกลอนดอน มีการใช้แพลตฟอร์ม SiYtE เชื่อมต่อกับกล้อง CCTV ถึง 350 ตัว เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่คัดกรองความเสี่ยง โดยระบบสามารถแยกแยะระหว่างผู้บุกรุกและพนักงานที่สวมชุด PPE (อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล) ได้อย่างแม่นยำ

Image 11

ข้อกังวลด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว

แม้ Network Rail จะยืนยันว่าไม่ได้ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อระบุตัวตนบุคคลในฐานข้อมูล แต่กลุ่มสิทธิพลเมืองอย่าง Big Brother Watch แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการนำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลประชากรและอารมณ์ของผู้โดยสารผ่านระบบ Amazon Rekognition

การวิเคราะห์อารมณ์ เช่น ความสุข ความเศร้า หรือความโกรธ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความแม่นยำ โดยสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร (ICO) ของสหราชอาณาจักรเคยเตือนว่าเทคโนโลยีวิเคราะห์อารมณ์นั้นยัง "ไม่บรรลุนิติภาวะ" และอาจไม่สามารถใช้งานได้จริง

สรุปการใช้งาน AI ในสถานีรถไฟสหราชอาณาจักร
ประเภทการใช้งาน เทคโนโลยีที่ใช้ วัตถุประสงค์หลัก
ความปลอดภัย Object Recognition / SiYtE ตรวจจับผู้บุกรุกรางรถไฟและพฤติกรรมเสี่ยง
การตลาด/สถิติ Amazon Rekognition วิเคราะห์อายุ เพศ และอารมณ์เพื่อการโฆษณา
การจัดการสถานี Wireless Sensors ตรวจจับพื้นลื่นและขยะเต็ม
การสืบสวน AI Video Analytics ติดตามทรัพย์สินที่ถูกขโมย (เช่น จักรยาน)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • มีการทดสอบ AI ในสถานีรถไฟ 8 แห่งทั่วสหราชอาณาจักร โดยใช้กล้อง CCTV ทั้งแบบสมาร์ทและแบบเชื่อมต่อคลาวด์
  • ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลประชากรและอารมณ์เมื่อผู้โดยสารเดินผ่าน "เส้นสมมติ" (Virtual Tripwire) บริเวณเครื่องกั้นตั๋ว
  • มีการทดสอบระบบตรวจจับความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายที่สถานี Euston แต่ระบบล้มเหลวและไม่ได้ถูกนำมาใช้ต่อ
  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการขยายการสอดแนมในพื้นที่สาธารณะอาจนำไปสู่การควบคุมและสูญเสียเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย

คำถามที่พบบ่อย

AI ที่ใช้ในสถานีรถไฟสามารถระบุตัวตนของบุคคลได้หรือไม่?

จากข้อมูลในเอกสาร ระบบที่ใช้เน้นการวิเคราะห์ลักษณะทางประชากรและวัตถุ (Object Recognition) โดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อจับคู่ตัวตนกับฐานข้อมูลบุคคล

การวิเคราะห์อารมณ์ของผู้โดยสารมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

เบื้องต้นใช้เพื่อวัดความพึงพอใจของผู้โดยสาร และมีการระบุว่าข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มรายได้จากการโฆษณาและธุรกิจค้าปลีกภายในสถานี

เทคโนโลยีการวิเคราะห์อารมณ์มีความน่าเชื่อถือเพียงใด?

นักวิจัย AI และหน่วยงานกำกับดูแลข้อมูล (ICO) ระบุว่าเทคโนโลยีนี้ยังไม่มีความเสถียรและไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากยากที่จะระบุอารมณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ผ่านวิดีโอหรือเสียง

ระบบ AI ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในสถานีรถไฟได้อย่างไร?

AI ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบเหตุการณ์ฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น เช่น การตรวจพบวัยรุ่นหรือบุคคลที่บุกรุกเข้าไปเก็บลูกกอล์ฟในรางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งช่วยให้ระงับเหตุได้ทันท่วงที

ทำไมกลุ่มสิทธิพลเมืองถึงคัดค้านการใช้ AI ในครั้งนี้?

เนื่องจากขาดความโปร่งใสในการดำเนินงาน และไม่มีการปรึกษาหารือกับสาธารณะอย่างเพียงพอ รวมถึงความกังวลว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสอดแนมที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวมากขึ้นในอนาคต