AI กับการบริหารการเงิน เมื่อหุ่นยนต์กลายเป็นที่ไว้วางใจมากกว่ามนุษย์
ในโลกที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การฝากเงินทองไว้กับใครสักคนเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยาก แต่จะเป็นอย่างไรหาก "ใครคนนั้น" ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาเชื่อมั่นในการให้ AI ดูแลเรื่องการเงินมากกว่าการพึ่งพามนุษย์
วิกฤตความเครียดที่ผลักดันให้คนหันหาเทคโนโลยี
จากงานวิจัยที่จัดทำโดย Oracle ร่วมกับ Farnoosh Torabi ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล พบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจและการจัดการเงินของผู้คน โดยความไม่แน่นอนในชีวิตทำให้ระดับความเครียดและความวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป: ระดับความเครียดเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และมีความรู้สึกเศร้าเพิ่มขึ้น 70%
- กลุ่มผู้นำทางธุรกิจ: เผชิญกับสภาวะที่หนักกว่า โดยความเครียดพุ่งสูงขึ้นถึง 186% และความเศร้าเพิ่มขึ้น 116%
ความกดดันเหล่านี้ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายและการมองเห็นคุณค่าของเงินสดเปลี่ยนไป โดยผู้บริโภคระบุว่ารู้สึก "กังวล" (26%), "กลัว" (23%) และมองว่าเงินสดเป็นสิ่ง "สกปรก" (19%) ซึ่งปัจจัยทางอารมณ์เหล่านี้เองที่ทำให้หลายคนมองหาทางเลือกในการบริหารเงินที่ปราศจากความรู้สึกและมีความแม่นยำสูง

ทำไมหุ่นยนต์ถึงได้รับความไว้วางใจมากกว่ามนุษย์?
เมื่อถูกถามถึงการให้หุ่นยนต์เข้ามาจัดการธุรกรรมทางการเงินในชีวิตประจำวัน พบว่าทั้งผู้บริโภคและผู้นำธุรกิจถึง 67% ให้ความเชื่อมั่นในหุ่นยนต์มากกว่ามนุษย์ เนื่องจาก AI สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้โดยไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ในมุมมองของผู้บริโภค 53% เชื่อว่าหุ่นยนต์จะบริหารเงินได้ดีกว่าตัวพวกเขาเอง และ 63% มั่นใจใน AI มากกว่าที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นมนุษย์ ขณะที่กลุ่มผู้นำธุรกิจซึ่งต้องรับผิดชอบทรัพย์สินของผู้อื่น ยิ่งมีความต้องการใช้ AI มากขึ้น โดย 73% เชื่อมั่นในการตัดสินใจของหุ่นยนต์มากกว่าตนเอง และ 77% เชื่อมั่นมากกว่าทีมการเงินของบริษัท
บทบาทของ AI ที่โดดเด่นในสายตาผู้นำธุรกิจ
ผู้นำธุรกิจเชื่อว่า AI มีประสิทธิภาพสูงเป็นพิเศษในด้านต่างๆ ดังนี้:
- การตรวจจับการทุจริต (Fraud Detection): 34% เชื่อว่า AI ทำได้ดีกว่า
- การออกใบแจ้งหนี้ (Invoices): 25% ให้ความไว้วางใจ AI
- การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost/Benefit Analysis): 23% เห็นว่า AI มีประสิทธิภาพสูงกว่า

อนาคตของนักการเงินในยุค AI
Farnoosh Torabi ให้ความเห็นว่า หุ่นยนต์มีความได้เปรียบอย่างมากในการจัดการตัวเลขเพราะไม่มีความผูกพันทางอารมณ์กับเงิน อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจะถูกแทนที่โดยสมบูรณ์ แต่เป็นสัญญาณว่าพวกเขาต้องปรับตัว โดยหันไปพัฒนา Soft Skills หรือทักษะด้านสังคมและการสื่อสาร เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ในมิติที่ AI ทำไม่ได้
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อมั่นในหุ่นยนต์มากกว่ามนุษย์ในการจัดการการเงิน
- ผู้นำธุรกิจ 77% ไว้วางใจการตัดสินใจของ AI มากกว่าทีมการเงินของตนเอง
- ความเครียดของผู้นำธุรกิจเพิ่มขึ้นถึง 186% ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19
- AI ถูกมองว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในด้านการตรวจจับการทุจริตและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตัวเลข
| กลุ่มเป้าหมาย | ความเชื่อมั่นใน AI มากกว่ามนุษย์ | ความเชื่อมั่นใน AI มากกว่าตนเอง | ความเชื่อมั่นใน AI มากกว่าที่ปรึกษา/ทีมงาน |
|---|---|---|---|
| ผู้บริโภคทั่วไป | 67% | 53% | 63% |
| ผู้นำทางธุรกิจ | 67% | 73% | 77% |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมคนถึงเชื่อใจ AI ในการจัดการเงินมากกว่ามนุษย์?
เพราะ AI ทำงานด้วยข้อมูลและตรรกะ โดยไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้สามารถจัดการกับความไม่แน่นอนและความผันผวนทางการเงินได้อย่างแม่นยำและเป็นกลาง
AI จะเข้ามาแทนที่นักวางแผนการเงินในอนาคตหรือไม่?
ไม่ถึงขั้นแทนที่ทั้งหมด แต่จะทำให้บทบาทเปลี่ยนไป โดยนักการเงินจำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้าน Soft Skills เพื่อเสริมในส่วนที่ AI ทำไม่ได้ เช่น การให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาและการสร้างความสัมพันธ์
งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า COVID-19 ส่งผลต่อการเงินอย่างไร?
ทำให้ผู้คนมีความเครียดและความวิตกกังวลในการจัดการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปิดรับเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อลดความกดดันทางอารมณ์
ด้านใดของการเงินที่ AI ทำได้ดีที่สุดในมุมมองของธุรกิจ?
การตรวจจับการทุจริต (Fraud Detection) เป็นด้านที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด รองลงมาคือการออกใบแจ้งหนี้ และการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์



