โดนัลด์ ทรัมป์ กับคำตัดสินศาลเรื่องเอกสิทธิ์คุ้มครองทางกฎหมายกรณีเหตุจลาจล 6 มกราคม
ประเด็นทางกฎหมายที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้คือการที่ศาลอุทธรณ์ในเขตดีซี (District of Columbia) มีคำวินิจฉัยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการถูกฟ้องร้องทางแพ่ง ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าปลุกปั่นให้เกิดการบุกรุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021
ศาลระบุอย่างชัดเจนว่า แม้ประธานาธิบดีจะมีเกราะป้องกันทางกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ แต่การรณรงค์หาเสียงเพื่อกลับเข้าสู่ตำแหน่งในสมัยที่สองนั้น ไม่ถือเป็น "การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ" (Official Act) ดังนั้น การกระทำใดๆ ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อขอรับเอกสิทธิ์คุ้มครองได้
ความหมายของเอกสิทธิ์คุ้มครองและการตัดสินของศาล
ในระบบกฎหมายสหรัฐฯ มีสิ่งที่เรียกว่า Official-act immunity หรือเอกสิทธิ์คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้ประธานาธิบดีสามารถตัดสินใจและปฏิบัติภารกิจสำคัญของประเทศได้อย่างเด็ดขาดและเป็นกลาง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ในคำวินิจฉัยความยาว 67 หน้า ศาลเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ว่าทรัมป์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของเขาในเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่ โดยศาลชี้ให้เห็นว่าตัวทรัมป์เองเคยยอมรับในการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาว่า ความพยายามในการพลิกผลการเลือกตั้งนั้นเป็นการกระทำในนามส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะประธานาธิบดีที่กำลังดำรงตำแหน่ง
ทางด้านกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ให้ความเห็นว่า แม้ประธานาธิบดีจะได้รับความคุ้มครองอย่างกว้างขวางในเรื่องเสรีภาพการแสดงออก แต่ความคุ้มครองนั้นจะไม่ครอบคลุมถึง "การปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงในทันที" (Incitement of imminent private violence)

ผลกระทบและรายละเอียดของความเสียหาย
คำตัดสินนี้ส่งผลให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเปิดทางให้สมาชิกสภาคองเกรสและเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุการณ์จลาจล ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ และทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 140 นายได้รับบาดเจ็บ
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์เป็นเวลา 75 นาทีที่บริเวณ Ellipse ก่อนที่กลุ่มผู้สนับสนุนจะบุกรุกอาคารรัฐสภา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา 1 นาย และสร้างความเสียหายต่ออาคารเก่าแก่ที่มีอายุ 222 ปี มากกว่า 2 ล้านดอลลาร์
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| สถานะทางกฎหมาย | ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าการหาเสียงไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ |
| ผู้ได้รับผลกระทบ | เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา และสมาชิกสภาคองเกรสหลายท่าน |
| มูลค่าความเสียหายอาคาร | มากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| จำนวนผู้บาดเจ็บ (ตำรวจ) | เกือบ 140 นาย |
| ตัวอย่างการเรียกค่าเสียหาย | เจ้าหน้าที่ 2 นาย เรียกร้องค่าชดเชยรายละ 75,000 ดอลลาร์ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การแยกแยะสถานะ: ศาลแยกบทบาทระหว่าง "ประธานาธิบดี" (ได้รับความคุ้มครอง) และ "ผู้สมัครรับเลือกตั้ง" (ไม่ได้รับความคุ้มครอง)
- ความเสียหายทางกายภาพ: เจ้าหน้าที่ James Blassingame และ Sidney Hemby รายงานว่าได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายระหว่างการบุกรุก
- คดีคู่ขนาน: คดีแพ่งนี้แยกส่วนจากคดีอาญาของรัฐบาลกลางที่นำโดย Jack Smith ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพยายามพลิกผลเลือกตั้งและการเก็บเอกสารลับ
- หลักการกฎหมาย: คำตัดสินนี้ตอกย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้จะเป็นประธานาธิบดีก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย
คำตัดสินนี้หมายความว่าโดนัลด์ ทรัมป์ มีความผิดแล้วใช่หรือไม่?
ยังไม่ใช่ครับ คำตัดสินนี้เป็นเพียงการชี้ขาดเรื่อง "เอกสิทธิ์คุ้มครอง" (Immunity) เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถถูกฟ้องร้องได้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินว่าเขามีความรับผิดชอบหรือมีความผิดในเนื้อหาของคดีแพ่งนี้หรือไม่
ทำไมการหาเสียงถึงไม่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของประธานาธิบดี?
ศาลมองว่าการรณรงค์เพื่อขอรับเลือกตั้งในสมัยที่สองเป็นเรื่องของตัวบุคคลและผลประโยชน์ส่วนตัวในฐานะผู้สมัคร ไม่ใช่ภารกิจหลักที่ได้รับมอบหมายตามตำแหน่งหน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
คดีนี้แตกต่างจากคดีอาญาที่นำโดย Jack Smith อย่างไร?
คดีนี้เป็น คดีแพ่ง ซึ่งเน้นไปที่การเรียกร้องค่าเสียหายและการชดเชยแก่ผู้บาดเจ็บ ส่วนคดีของ Jack Smith เป็น คดีอาญา ที่มุ่งเน้นการลงโทษทางกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการแทรกแซงการเลือกตั้ง
ใครบ้างที่ร่วมฟ้องร้องในคดีนี้?
ผู้ฟ้องร้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา และสมาชิกสภาคองเกรสหลายท่าน เช่น Eric Swalwell, Barbara Lee, Jerrold Nadler และอดีตสมาชิกสภาอย่าง Karen Bass ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกเทศมนตรีนครลอสแอนเจลิส



