กลโกงปลอมตัวเป็นหมอใน Telegram หลอกขายใบรับรองวัคซีนปลอมและยาอันตราย
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง แต่กลับพบว่ารูปภาพและชื่อของคุณถูกมิจฉาชีพนำไปแอบอ้างเพื่อหลอกลวงผู้คน นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ Kristina Collins แพทย์ผิวหนังจากรัฐเท็กซัส ที่พบว่ารูปภาพของเธอถูกนำไปใช้ในแอปพลิเคชัน Telegram เพื่อโน้มน้าวให้ผู้คนซื้อเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนปลอม
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่กรณีเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ความน่าเชื่อถือของวิชาชีพแพทย์มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
เปิดโปงเครือข่ายหลอกลวงข้ามแพลตฟอร์ม
จากการสืบสวนของ Logically บริษัทตรวจจับข้อมูลบิดเบือนจากสหราชอาณาจักร พบเครือข่ายช่อง Telegram ประมาณ 60 ช่องที่ดำเนินกิจกรรมหลอกลวง โดยมีพฤติกรรมที่น่าสนใจดังนี้:
- การแอบอ้างตัวตน: มีถึง 25 ช่องที่ใช้คำนำหน้าว่า "Dr." และในจำนวนนี้ 13 ช่องมีการนำชื่อและรูปภาพของแพทย์ที่มีตัวตนจริงมาใช้แอบอ้าง
- กลยุทธ์การดึงดูดเหยื่อ: มิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์ม X (Twitter) เป็นประตูหน้า โดยใช้บัญชีมากกว่า 1,000 บัญชี โพสต์ข้อความเพื่อล่อลวงให้ผู้ใช้คลิกลิงก์ไปยัง Telegram
- กลุ่มเป้าหมาย: มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ต่อต้านวัคซีน (Anti-vaxxers) โดยใช้ทฤษฎีสมคบคิด เช่น "The Great Reset" เพื่อกระตุ้นความระแวงและสร้างความเชื่อใจในกลุ่มคนเหล่านี้
เครือข่ายนี้เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 โดยสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 3 ล้านคน ผ่านโพสต์กว่า 62,000 ข้อความ และมีการทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) รวมมูลค่าสูงถึง 286,000 ดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าอันตรายและเอกสารปลอมที่นำมาหลอกขาย
แม้ว่าในปัจจุบันหลายประเทศจะยกเลิกข้อกำหนดการแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนเพื่อเข้าเมืองไปแล้ว แต่กลุ่มมิจฉาชีพยังคงพยายามปรับเปลี่ยนสินค้าเพื่อความอยู่รอด โดยเริ่มจากการขาย Vaccine Pass หรือใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเดินทางไปสหรัฐฯ แคนาดา และสหราชอาณาจักร ในราคา 250 ถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อฉบับ
ต่อมาได้ขยายขอบเขตไปยังเอกสารทางการแพทย์อื่นๆ เช่น ผลตรวจวัณโรค, ผลการฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ตับอักเสบ เอ และ บี, บาดทะยัก และโปลิโอ นอกจากนี้ยังมีการแอบขายยาที่ไม่ได้ผ่านการรับรอง เช่น Ivermectin (ซึ่ง FDA สหรัฐฯ ระบุว่าไม่ควรใช้รักษาโควิด-19) และยาลดน้ำหนัก Ozempic รวมถึงการให้คำแนะนำที่ผิดพลาด เช่น การบอกให้ผู้คนไม่ต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
| หัวข้อ | รายละเอียดสำคัญ |
|---|---|
| จำนวนช่อง Telegram ที่ตรวจพบ | ประมาณ 60 ช่อง |
| จำนวนผู้เข้าถึงข้อมูล | มากกว่า 3 ล้านคน |
| มูลค่าธุรกรรมคริปโต | 286,000 ดอลลาร์สหรัฐ |
| วิธีการชำระเงิน | Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัล |
| สินค้าที่หลอกขาย | ใบรับรองวัคซีนปลอม, ผลตรวจโรค, ยาอันตราย |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การปลอมแปลงตัวตน: มิจฉาชีพใช้รูปภาพและชื่อแพทย์จริงเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ (Veneer of legitimacy)
- เป้าหมายหลัก: เน้นผลกำไรทางการเงินเป็นหลัก โดยใช้ความกลัวและความระแวงของผู้คนเป็นเครื่องมือ
- ความเสี่ยงในอนาคต: การพัฒนาของ AI (Artificial Intelligence) อาจทำให้การปลอมแปลงแนบเนียนขึ้น เช่น การสร้างวิดีโอปลอม (Deepfake) ที่ทำให้แยกแยะบัญชีจริงและปลอมได้ยากขึ้น
- การตอบสนองของแพลตฟอร์ม: แม้บางบัญชีจะถูกลบไป แต่ช่อง Telegram ประมาณครึ่งหนึ่งยังคงใช้งานได้ และทาง X กับ Telegram ไม่ได้ให้ความเห็นต่อกรณีนี้
คำถามที่พบบ่อย
มิจฉาชีพใช้วิธีใดในการหาเหยื่อ?
มิจฉาชีพจะเริ่มจากการโพสต์ข้อความบน X โดยมักจะเข้าไปตอบกลับบัญชีที่ได้รับการยืนยัน (Verified accounts) ที่มีแนวคิดต่อต้านวัคซีน เพื่อดึงดูดให้ผู้ที่สนใจคลิกลิงก์เข้าไปยังกลุ่มลับใน Telegram
ทำไมต้องแอบอ้างเป็นแพทย์?
การใช้ชื่อและรูปภาพของแพทย์จริงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าสินค้าหรือคำแนะนำที่ได้รับนั้นมาจากผู้เชี่ยวชาญ ลดความระมัดระวังในการโอนเงิน
เอกสารที่ซื้อไปสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่?
มีความเป็นไปได้ต่ำมากที่เหยื่อจะได้รับเอกสารจริง และถึงแม้จะได้เอกสารมา เอกสารเหล่านั้นก็เป็นของปลอมซึ่งไม่สามารถใช้ยืนยันทางกฎหมายหรือทางการแพทย์ได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายของผู้ใช้
เราจะป้องกันตัวเองจากกลโกงลักษณะนี้ได้อย่างไร?
ควรตรวจสอบข้อมูลสุขภาพจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ เช่น องค์กรอนามัยโลกหรือกระทรวงสาธารณสุข และระมัดระวังการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลกับบุคคลที่ไม่รู้จักบนแอปพลิเคชันแชท
AI มีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามนี้อย่างไรในอนาคต?
ในอนาคต มิจฉาชีพอาจไม่เพียงแค่ขโมยรูปภาพ แต่สามารถใช้ AI สร้างวิดีโอหรือเสียงปลอมของแพทย์เพื่อให้การหลอกลวงดูสมจริงยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปแยกแยะได้ยากว่าใครคือตัวจริง


