โครงสร้างพื้นฐานพลังงานยูเครนกับการโจมตีที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม
ในช่วงสองปีของการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย มีรายงานจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่ารัสเซียอาจก่ออาชญากรรมสงครามผ่านการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไม่เลือกหน้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวปีแรกที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน ระบุว่ารัสเซียใช้กลยุทธ์ตัดระบบไฟฟ้าและความร้อนเพื่อบีบบังคับให้ยูเครนยอมจำนน
เพื่อให้เห็นภาพรวมของความเสียหายที่ชัดเจนขึ้น Conflict Observatory ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเยล, Smithsonian Cultural Rescue Initiative, PlanetScape AI และ Esri ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและแหล่งข้อมูลเปิด (Open Source) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น
การวิเคราะห์ความเสียหายและขอบเขตการโจมตี
จากการศึกษาข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2022 ถึง 30 เมษายน 2023 นักวิจัยพบเหตุการณ์ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมากกว่า 200 ครั้ง ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวน 223 กรณีที่ตรวจพบ มี 66 กรณีที่สามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจสูงผ่านการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือ
นาธาเนียล เรย์มอนด์ ผู้ร่วมนำทีมวิจัยจาก Humanitarian Research Lab มหาวิทยาลัยเยล ระบุว่ารูปแบบการโจมตีครอบคลุมทั้งพื้นที่แนวหน้าและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพลเรือนจำนวนมหาศาล โดยสำนักงานประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ประเมินว่าการโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าครั้งนี้ทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องตกอยู่ในภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้

ความเสียหายนี้กระจายตัวอยู่ใน 17 จาก 24 Oblast (หน่วยการปกครองระดับจังหวัดของยูเครน) แม้ว่าการเก็บข้อมูลจะทำได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลยูเครนจำกัดการเปิดเผยข้อมูลสถานที่ที่ได้รับความเสียหายเพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำ แต่เรย์มอนด์เชื่อว่าการเปิดเผยระเบียบวิธีวิจัยจะช่วยให้การสืบสวนเพื่อหาผู้รับผิดชอบในอนาคตเป็นไปได้ง่ายขึ้น


มุมมองทางกฎหมายและข้อโต้แย้งระหว่างประเทศ
ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การโจมตีพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล ถือเป็นเรื่องต้องห้าม อย่างไรก็ตาม อูนา แฮทธาเวย์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเยล อธิบายว่าสถานีไฟฟ้ามีความซับซ้อนกว่า เนื่องจากมักถูกใช้ทั้งในภารกิจทางทหารและพลเรือนพร้อมกัน
แม้การโจมตีเป้าหมายทางทหารจะเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ผู้ปฏิบัติการต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อพลเรือน หากการโจมตีนำไปสู่การปลดปล่อย "พลังทำลายล้างที่อันตราย" เช่น การระเบิดเขื่อน จะถือเป็นอาชญากรรมสงครามอย่างชัดเจน แม้ว่าโครงสร้างนั้นจะสนับสนุนกองทัพอยู่ด้วยก็ตาม

นอกจากอาวุธทางกายภาพ รัสเซียยังใช้การโจมตีทางไซเบอร์ผ่านหน่วยข่าวกรองทหาร GRU ที่รู้จักกันในชื่อ Sandworm ซึ่งเคยสร้างเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในยูเครนมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงในช่วงเดือนตุลาคม 2022 ที่มีการประสานการโจมตีทางไซเบอร์ควบคู่ไปกับการยิงขีปนาวุธ
เจตนาและการตอบโต้จากฝั่งรัสเซีย
ข้อมูลจาก Conflict Observatory พบว่ามีการโจมตีในพื้นที่ที่ห่างไกลจากสมรภูมิอย่างมาก เช่น เมืองลวีฟ (Lviv) ทางตะวันตกสุดของประเทศ โดยพบว่า 128 จากเหตุการณ์ที่ระบุได้ เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ใช่แนวหน้า ซึ่งทำให้ รัสเซล บรูคส์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าการโจมตีเหล่านี้อาจไม่มีวัตถุประสงค์ทางทหารที่สมเหตุสมผล และเป็นการจงใจทำร้ายพลเรือน
ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัสเซีย เช่น เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อ้างว่าการโจมตีโครงข่ายพลังงานทำเพื่อขัดขวางการเข้าถึงอาวุธจากตะวันตก หรือบางรายระบุว่าเป็น "การโจมตีเพื่อตอบโต้" ซึ่งเรย์มอนด์มองว่าคำกล่าวอ้างที่เปลี่ยนแปลงไปมานี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงเจตนาในการสร้างความเดือดร้อนแก่พลเรือนเพื่อกดดันรัฐบาลยูเครน

แม้รายงานฉบับนี้จะไม่ใช่หลักฐานทางกฎหมายโดยตรง แต่แฮทธาเวย์ระบุว่ามันคือ "แผนที่นำทางสำหรับอัยการ" ในการดำเนินคดี ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2024 ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับ เซอร์เกอิ โคบีลาช และ วิกเตอร์ โซโคลอฟ นายทหารระดับสูงของรัสเซีย ในข้อหาอาชญากรรมสงครามจากการสั่งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าของยูเครน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- มูลค่าความเสียหาย: ประเมินว่าสูงกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเหตุการณ์ความเสียหายกว่า 200 ครั้ง
- ขอบเขตผลกระทบ: พบความเสียหายใน 17 จาก 24 จังหวัด (Oblast) ของยูเครน
- รูปแบบการโจมตี: มีการโจมตีทั้งในพื้นที่แนวหน้าและพื้นที่ห่างไกล (เช่น เมืองลวีฟ) รวมถึงการใช้ไซเบอร์แอตแทคโดยกลุ่ม Sandworm
- สถานะทางกฎหมาย: ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับผู้นำทางทหารรัสเซีย 2 นาย ในข้อหาอาชญากรรมสงครามที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีระบบไฟฟ้า
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ช่วงเวลาที่วิเคราะห์ | 1 ตุลาคม 2022 – 30 เมษายน 2023 |
| จำนวนเหตุการณ์ที่พบ | 223 ครั้ง (ยืนยันได้แน่นอน 66 ครั้ง) |
| มูลค่าความเสียหายโดยประมาณ | มากกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ | 17 จังหวัด (Oblast) |
| หน่วยงานที่โจมตีทางไซเบอร์ | Sandworm (หน่วยข่าวกรองทหาร GRU ของรัสเซีย) |
คำถามที่พบบ่อย
การโจมตีสถานีไฟฟ้าถือเป็นอาชญากรรมสงครามหรือไม่?
ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเป็นเรื่องต้องห้าม แต่สถานีไฟฟ้ามีความซับซ้อนเพราะมักใช้งานร่วมกันทั้งทหารและพลเรือน อย่างไรก็ตาม หากการโจมตีนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อพลเรือนอย่างรุนแรงเกินกว่าความจำเป็นทางทหาร หรือจงใจสร้างความเดือดร้อนให้พลเรือน ก็อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามได้
Conflict Observatory คืออะไรและใช้วิธีการใดในการเก็บข้อมูล?
เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและเทคโนโลยี (เช่น มหาวิทยาลัยเยล และ Esri) ที่ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลจากแหล่งเปิด (Open Source Information) เพื่อระบุและยืนยันตำแหน่งความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ขัดแย้ง
ทำไมรัฐบาลยูเครนถึงไม่เปิดเผยข้อมูลความเสียหายทั้งหมด?
เพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ รัฐบาลยูเครนจำกัดการเผยแพร่ข้อมูลว่าจุดใดถูกทำลายหรือจุดใดยังใช้งานได้ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนโจมตีซ้ำในจุดที่ยังทำงานอยู่
กลุ่ม Sandworm มีบทบาทอย่างไรในความขัดแย้งนี้?
Sandworm เป็นหน่วยแฮกเกอร์จากหน่วยข่าวกรองทหาร GRU ของรัสเซีย ซึ่งเชี่ยวชาญการโจมตีทางไซเบอร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบไฟฟ้าของยูเครนดับ ซึ่งเป็นการสร้างความโกลาหลและกดดันพลเรือนควบคู่ไปกับการโจมตีทางทหาร
ผลทางกฎหมายล่าสุดจากกรณีนี้คืออะไร?
ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับนายทหารระดับสูงของรัสเซีย 2 นาย คือ เซอร์เกอิ โคบีลาช และ วิกเตอร์ โซโคลอฟ ในข้อหาอาชญากรรมสงคราม จากการสั่งการโจมตีระบบไฟฟ้าที่สร้างความเสียหายต่อพลเรือนอย่างรุนแรงเกินสมควร



