แอปพลิเคชันละเมิดความเป็นส่วนตัว: วิธีตรวจสอบและป้องกันข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมแอปปฏิทินถึงขอเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ หรือแอปเรียนภาษาต้องขอเข้าถึงคลังรูปภาพในเครื่อง? ความจริงที่น่าตกใจคือ แอปพลิเคชันจำนวนมากแอบเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น เพื่อนำไปแพ็กขายหรือใช้ในการยิงโฆษณา โดยที่ผู้ใช้หลายคนอาจไม่ยินยอมหรือไม่ได้สังเกตเห็น

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองคือการอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุว่าบริษัทจะจัดการข้อมูลของเราอย่างไร โดยปกติจะอยู่ที่หน้าดาวน์โหลดแอปหรือท้ายเว็บไซต์ของบริษัท นอกจากนี้ การตรวจสอบ รายงานความเป็นส่วนตัว (Privacy Reports) ใน App Store หรือ Play Store ก่อนติดตั้ง ก็เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าแอปนั้นคุ้มค่ากับข้อมูลที่ต้องเสียไปหรือไม่

แอปพลิเคชันกลุ่มไหนที่เก็บข้อมูลดุที่สุด?

จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย Marin Marinčić ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีจาก Nsoft พบว่ามีแอปหลายประเภทที่ "หิวกระหาย" ข้อมูลผู้ใช้อย่างมาก แม้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการรายงานด้วยตนเองจากบริษัท ซึ่งอาจมีการปกปิดหรือจัดหมวดหมู่ให้ดูไม่ร้ายแรงก็ตาม

กลุ่มโซเชียลมีเดียและยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

ไม่น่าแปลกใจที่แอปโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, X, LinkedIn, Snapchat และเครือ Meta (Facebook, Instagram, Messenger, Threads) จะติดอันดับต้นๆ โดยเฉพาะแอปในเครือ Meta ที่มีการแชร์ข้อมูลกับบุคคลที่สามสูงถึง 68.6%

นอกจากนี้ยังมี Google ที่มีแอปในเครืออย่าง Google Maps, Google Pay และ Gmail ติดโผ โดยส่วนใหญ่มีการแชร์ข้อมูลกับบริษัทภายนอกในปริมาณมาก เช่นเดียวกับ YouTube ที่เก็บข้อมูลเพื่อการโฆษณาถึง 34.3% และแชร์ข้อมูลออกไป 31.4%

Page Desktop Banner

แอปพลิเคชันที่คาดไม่ถึง

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือแอปเกมอย่าง Candy Crush Saga และ Roblox รวมถึงแอปเรียนภาษา Duolingo ก็มีการเก็บข้อมูลเช่นกัน โดย Duolingo มีการแชร์ข้อมูลกับผู้อื่นสูงถึง 20% ขณะที่ Roblox อ้างว่าไม่มีการแชร์ข้อมูล และ Candy Crush แชร์ข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่า 10%

แอปการเงินและการช้อปปิ้ง

PayPal ติดอันดับที่ 7 เนื่องจากเก็บข้อมูลในหมวด "วัตถุประสงค์อื่น" สูงถึง 65.7% ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ประวัติการเข้าชมเว็บ รายชื่อผู้ติดต่อ ไปจนถึงรูปภาพและวิดีโอ ส่วนแอปช้อปปิ้งจากจีนอย่าง Alibaba, Temu และ TikTok มักขอเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ตำแหน่งที่ตั้งและไฟล์เอกสาร โดยเฉพาะ Alibaba ที่ขอเข้าถึงข้อมูลหลากหลายประเภทมากที่สุด

Apps being binned

ความเสี่ยงในแอปสำหรับเด็ก

เด็กๆ ก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน จากการศึกษาของ SafetyDetectives พบว่าแอปยอดนิยมสำหรับเด็กที่ใช้ระบบสมัครสมาชิกทั้งหมดมีความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว โดย 70% เก็บข้อมูลระบุตัวตน และกว่าครึ่งแชร์ข้อมูลเด็กให้กับบุคคลที่สาม

  • Reading Eggs: เก็บข้อมูลเสียงและรูปภาพเพื่อใช้ในการโฆษณาและปรับแต่งฟีเจอร์
  • ABCMouse: เก็บข้อมูลอุปกรณ์และแชร์ให้บุคคลที่สาม อีกทั้งยังถูกระบุว่ายกเลิกบริการได้ยาก

การเก็บข้อมูลแบบไหนที่ยอมรับได้?

บางแอปจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเพื่อการทำงาน เช่น แอปแผนที่หรือแอปส่งอาหารที่ต้องใช้ ข้อมูลตำแหน่ง (Location Data) ตัวอย่างเช่น Uber และ Uber Eats ที่เก็บข้อมูลตำแหน่งอย่างละเอียดเพื่อการติดตาม ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งอย่าง Lyft ที่แม้จะเก็บข้อมูลจำนวนมากแต่ไม่ได้ติดตามตำแหน่งที่ตั้งที่เฉพาะเจาะจงเท่า Uber

สำหรับแอปหาคู่ เช่น Bumble และ Tinder ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เรายินยอมให้เพื่อแลกกับการหาคู่ แต่ควรตระหนักว่าข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอข้อมูลของบริษัทเหล่านั้นทันที

สรุปพฤติกรรมการเก็บและแชร์ข้อมูลของแอปยอดนิยม
กลุ่มแอปพลิเคชัน ตัวอย่างแอป ลักษณะการใช้ข้อมูล ระดับความเสี่ยง
โซเชียลมีเดีย (Meta) Facebook, Instagram แชร์ข้อมูลให้บุคคลที่สามสูง (68.6%) สูงมาก
วิดีโอ/ค้นหา (Google) YouTube, Google Maps เน้นเก็บข้อมูลเพื่อการโฆษณา สูง
การเงิน PayPal เก็บข้อมูลหลากหลาย (ประวัติเว็บ, รูปภาพ) สูง
การศึกษาสำหรับเด็ก Reading Eggs, ABCMouse เก็บข้อมูลระบุตัวตนและแชร์ให้บุคคลที่สาม สูง (กลุ่มเปราะบาง)
บริการขนส่ง Uber, Lyft ใช้ข้อมูลตำแหน่งเพื่อการให้บริการ ปานกลาง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • Meta เป็นกลุ่มแอปที่แชร์ข้อมูลกับบุคคลที่สามในสัดส่วนที่สูงที่สุด
  • WhatsApp Business ไม่มีการใช้ การเข้ารหัสแบบปลายทางถึงปลายทาง (End-to-End Encryption - E2EE) ทำให้ข้อความอาจถูกอ่านโดย Meta ได้
  • แอปจากบริษัทจีน เช่น Alibaba มีแนวโน้มขอเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนสูง
  • แอปสำหรับเด็กส่วนใหญ่มีความเสี่ยงในการแชร์ข้อมูลผู้ใช้ไปยังบุคคลที่สาม

คำถามที่พบบ่อย

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแอปไหนแอบเก็บข้อมูลเรา?

ให้ตรวจสอบที่ส่วน "ความเป็นส่วนตัว" (Privacy) ใน App Store หรือ Play Store แล้วกด "ดูรายละเอียด" (See Details) เพื่อดูว่าแอปเก็บข้อมูลอะไรบ้างและนำไปใช้ทำอะไร

การใช้เบราว์เซอร์แทนการใช้แอปช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวจริงไหม?

จริง เพราะการใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์มักจะจำกัดการเข้าถึงข้อมูลในตัวเครื่องได้ดีกว่าการติดตั้งแอปพลิเคชันลงในเครื่องโดยตรง

WhatsApp กับ WhatsApp Business ต่างกันอย่างไรในด้านความเป็นส่วนตัว?

WhatsApp ปกติมีการเข้ารหัส E2EE ที่ปลอดภัย แต่ WhatsApp Business ไม่มีการเข้ารหัสนี้ ทำให้ข้อมูลการสนทนาไม่เป็นส่วนตัวเท่าที่ควร

ควรลบแอปที่ไม่ได้ใช้งานออกทันทีหรือไม่?

ควรลบออกทันที หากคุณไม่ได้ใช้งานแอปนั้นเกินหนึ่งเดือน เพราะแอปที่ค้างอยู่ในเครื่องอาจยังคงติดตามพฤติกรรมการท่องเว็บหรือเก็บข้อมูลเพื่อนำไปฝึก AI ได้

แอปเรียนภาษาหรือเกมเก็บข้อมูลไปทำไม?

ส่วนใหญ่เก็บเพื่อนำไปวิเคราะห์การใช้งาน (Analytics) ปรับปรุงฟังก์ชันการทำงาน หรือแชร์ข้อมูลบางส่วนให้กับบริษัทพาร์ทเนอร์เพื่อการโฆษณา