อินเทอร์เน็ตในอิหร่านถูกตัดขาด ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอลและอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงสัปดาห์แรก ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนชาวอิหร่านกว่า 80 ล้านคน เมื่อรัฐบาลตัดสินใจจำกัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกครั้ง ซึ่งไม่เพียงแต่ตัดขาดการสื่อสารกับครอบครัวในยามวิกฤต แต่ยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากกองทัพอากาศอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่านเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน โดยกระทรวงการสื่อสารของอิหร่านอ้างว่าจำเป็นต้องใช้ "ข้อจำกัดชั่วคราว" เนื่องจากสถานการณ์พิเศษที่ประเทศกำลังเผชิญ ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่าอาจสนับสนุนอิสราเอลในการทำลายโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
วิกฤตการเชื่อมต่อ: ตัวเลขที่น่าตกใจ
Doug Madory ผู้เชี่ยวชาญจาก Kentik เปิดเผยว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอิหร่านลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยเริ่มจากลดลง 54% ในวันที่ 13 มิถุนายน และลดลงอีก 49% ในวันที่ 17 มิถุนายน ก่อนจะดิ่งลงถึง 90% ในวันพุธ ซึ่งส่งผลให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตหลายรายต้องออฟไลน์ไปพร้อมกัน
หน่วยงานเฝ้าระวังอย่าง Netblocks และ Cloudflare Radar ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เข้าขั้น "การปิดกั้นเกือบทั้งหมด" (near-total blackout) ซึ่งส่งผลกระทบครอบคลุมไปถึงเว็บไซต์ข่าวภายในประเทศ และทำให้การใช้งาน VPN (Virtual Private Network) หรือเครือข่ายเสมือนส่วนตัวที่ใช้หลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ไม่สามารถใช้งานได้ในหลายพื้นที่

| วันที่ | ระดับการลดลงของการเชื่อมต่อ | ผลกระทบสำคัญ |
|---|---|---|
| 13 มิถุนายน | ลดลง 54% | เริ่มมีการจำกัดการเข้าถึงหลังการโจมตีของอิสราเอล |
| 17 มิถุนายน | ลดลงอีก 49% | การเชื่อมต่อลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง |
| วันพุธ (ถัดมา) | ลดลง 90% | เกิดภาวะ Blackout เกือบสมบูรณ์ ผู้ให้บริการหลายรายออฟไลน์ |
กลยุทธ์การควบคุมข้อมูลของรัฐบาลอิหร่าน
รัฐบาลอิหร่านไม่ได้เพียงแค่ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตโลก แต่ยังผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้ National Information Network (NIN) หรือเครือข่ายข้อมูลแห่งชาติ ซึ่งเป็นระบบอินทราเน็ต (Intranet) ที่รัฐบาลสามารถควบคุมและเซ็นเซอร์เนื้อหาได้เบ็ดเสร็จ รวมถึงการสนับสนุนให้ใช้แอปพลิเคชันภายในประเทศ เช่น Bale ซึ่งมีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวต่ำกว่าแอปพลิเคชันสากล
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐถูกสั่งให้หยุดใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และมีการรณรงค์ให้ประชาชนลบแอปพลิเคชัน WhatsApp ออกจากเครื่อง โดยรัฐบาลอ้างว่ามาตรการเหล่านี้ทำเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์จากศัตรู
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- เป้าหมายแฝง: การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตมักถูกใช้เพื่อควบคุมข้อมูลข่าวสารและป้องกันการรวมตัวประท้วงของประชาชน
- ผลกระทบต่อความปลอดภัย: ประชาชนในกรุงเตหะรานประสบความยากลำบากในการรับข่าวสารสำคัญ โดยเฉพาะคำแนะนำในการอพยพพื้นที่
- ประสิทธิภาพทางเทคนิค: ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการปิดอินเทอร์เน็ตสาธารณะแทบไม่มีผลในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ระดับรัฐ เพราะระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมักแยกเครือข่ายออกจากอินเทอร์เน็ตทั่วไปอยู่แล้ว
- แนวโน้มโลก: ในปีที่ผ่านมามีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วโลกถึง 296 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมรัฐบาลอิหร่านถึงอ้างว่าต้องปิดอินเทอร์เน็ต?
รัฐบาลอ้างว่าเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์และป้องกันไม่ให้ศัตรูใช้ประโยชน์จากเครือข่ายในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับสถานการณ์พิเศษ
National Information Network (NIN) คืออะไร?
คือระบบอินเทอร์เน็ตทางเลือกภายในประเทศ (Intranet) ที่รัฐบาลอิหร่านสร้างขึ้นเพื่อให้สามารถควบคุมเนื้อหาและบังคับให้ประชาชนใช้แอปพลิเคชันที่รัฐตรวจสอบได้
การปิดอินเทอร์เน็ตช่วยป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ได้จริงหรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่าไม่จริง เนื่องจากระบบทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ การปิดกั้นจึงส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่าการป้องกันภัยไซเบอร์
การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรในยามสงคราม?
ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลความปลอดภัย ไม่สามารถขอความช่วยเหลือ หรือติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ทำไม VPN ถึงใช้งานไม่ได้ในบางพื้นที่ของอิหร่าน?
เนื่องจากรัฐบาลมีการยกระดับการเซ็นเซอร์และใช้เทคนิคขั้นสูงในการตรวจจับและปิดกั้นการเชื่อมต่อที่พยายามหลบเลี่ยงการควบคุมของรัฐ



