วิกฤตขาดแคลน RAM ดันราคาสมาร์ทโฟนพุ่ง พร้อมฉุดยอดส่งออกต่ำสุดในรอบทศวรรษ

อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนกำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ เมื่อความต้องการใช้หน่วยความจำในคอมพิวเตอร์และศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับระบบ AI (Artificial Intelligence) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลน RAM (Random Access Memory) หรือหน่วยความจำหลักที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลชั่วคราว ซึ่งนำไปสู่การปรับตัวสูงขึ้นของราคาชิ้นส่วนสำคัญนี้อย่างรุนแรง

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดการจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลก โดยบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลชั้นนำอย่าง IDC คาดการณ์ว่ายอดส่งออกในปีนี้จะลดลงถึง 12.9% ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ขณะที่ Counterpoint ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทวิเคราะห์ตลาด ก็ได้คาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่าตลาดจะหดตัวลงประมาณ 12%

ผลกระทบเชิงโครงสร้างและราคาที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ

Nabila Popal ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสจาก IDC ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลดลงชั่วคราว แต่เป็นการรีเซ็ตโครงสร้างตลาดครั้งสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อ TAM (Total Addressable Market) หรือมูลค่ารวมของตลาดที่แบรนด์ต่างๆ สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผลิตภัณฑ์และกลุ่มผู้ผลิตในตลาด

ปัจจัยด้านต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ ASP (Average Selling Price) หรือราคาขายปลีกเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น 14% โดยคาดว่าจะแตะระดับ 523 ดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่มีราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ อาจกลายเป็นสินค้าที่ "ไม่คุ้มทุนในการผลิต" อีกต่อไป ซึ่งจะบีบให้ผู้ผลิตรายย่อยที่เน้นตลาดราคาถูกต้องออกจากธุรกิจไป

Image 1

เจาะลึกผลกระทบรายภูมิภาคและกลุ่มผลิตภัณฑ์

ความผันผวนของราคาชิ้นส่วนส่งผลกระทบต่อแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน โดยภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งยอดส่งออกอาจลดลงมากกว่า 20% ตามมาด้วยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่ลดลง 13.1% และประเทศจีนที่ลดลง 10.5%

ในด้านของเซกเมนต์สินค้า Counterpoint วิเคราะห์ว่าสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมจะยังคงมีความแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่กลุ่มสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ จะมียอดขายลดลงถึง 20% เนื่องจากซัพพลายของ LPDDR4 (มาตรฐานหน่วยความจำประหยัดพลังงานรุ่นหนึ่ง) ลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

Image 2

ทางด้าน Carl Pei ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Nothing ได้ออกมาเตือนว่า ในปี 2026 แบรนด์ต่างๆ จะต้องเลือกระหว่างการปรับขึ้นราคาสินค้า 30% หรือการลดสเปกเครื่องลง เนื่องจากโมเดลธุรกิจแบบ "สเปกสูงในราคาถูก" ไม่สามารถทำได้จริงอีกต่อไปในสภาวะปัจจุบัน

สรุปผลกระทบจากวิกฤตขาดแคลนหน่วยความจำต่อตลาดสมาร์ทโฟน
หัวข้อ การคาดการณ์ / ผลกระทบ
ยอดส่งออกสมาร์ทโฟนรวม (IDC) ลดลง 12.9% (จาก 1.26 พันล้าน เหลือ 1.12 พันล้านเครื่อง)
ราคาขายปลีกเฉลี่ย (ASP) เพิ่มขึ้น 14% (คาดการณ์ที่ 523 ดอลลาร์)
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ (ยอดลดลง 20%)
ภูมิภาคที่ยอดส่งออกลดลงสูงสุด ตะวันออกกลางและแอฟริกา (ลดลง >20%)
ระยะเวลาที่คาดว่าราคา RAM จะเสถียร กลางปี 2027
Ivan Mehta

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • สาเหตุหลัก: ความต้องการ RAM สำหรับ AI ในศูนย์ข้อมูลและคอมพิวเตอร์พุ่งสูงขึ้นจนเกิดการขาดแคลน
  • ผลกระทบด้านราคา: ราคาขายปลีกมือถือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% และมือถือราคาถูกกว่า 100 ดอลลาร์อาจหายไปจากตลาด
  • การปรับตัวของแบรนด์: ผู้ผลิตเริ่มเลื่อนการเปิดตัวสินค้า ปรับลดสเปก และปรับราคาสินค้า Android ขึ้น 10-20% ในบางกลุ่ม
  • โอกาสของตลาดรอง: ความผันผวนของราคามือถือใหม่จะส่งผลให้ตลาดมือถือมือสองเติบโตขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม AI ถึงทำให้ราคามือถือแพงขึ้น?

เพราะการประมวลผล AI ต้องใช้หน่วยความจำ (RAM) ปริมาณมาก ทั้งในเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ปลายทาง เมื่อความต้องการพุ่งสูงขึ้นแต่การผลิตตามไม่ทัน จึงทำให้ราคา RAM แพงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตสมาร์ทโฟน

กลุ่มผู้ใช้งานประเภทใดที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด?

ผู้ที่มองหาสมาร์ทโฟนราคาประหยัด (Entry-level) และระดับกลาง จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถขายในราคาถูกได้เหมือนเดิม หรืออาจต้องลดสเปกเครื่องลง

สถานการณ์นี้จะคลี่คลายเมื่อไหร่?

จากข้อมูลของ IDC คาดว่าราคา RAM จะเริ่มกลับมามีเสถียรภาพในช่วงกลางปี 2027 ขณะที่ Counterpoint มองว่าผลกระทบจะลากยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2027 กว่าที่การขยายกำลังการผลิตจะเห็นผลชัดเจน

ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนมีวิธีรับมืออย่างไรในตอนนี้?

ผู้ผลิตหลายรายเริ่มใช้วิธีเลื่อนวันเปิดตัวสินค้าใหม่ ปรับลดรายการสินค้าในพอร์ตโฟลิโอให้กระชับขึ้น หรือยอมลดสเปกบางอย่างลงเพื่อรักษาเพดานราคาเดิมไว้