รัสเซียวีโต้มติ UN ยับยั้งการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในอวกาศ

ความตึงเครียดระดับโลกขยายตัวสู่ห้วงอวกาศ เมื่อรัสเซียใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) ต่อร่างมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ที่มุ่งเน้นการยืนยันข้อห้ามการนำอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขึ้นไปติดตั้งในวงโคจรโลก ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีมานานเกือบ 50 ปี โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานที่ระบุว่ารัสเซียกำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว

ในการลงคะแนนครั้งนี้ สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง 13 ประเทศเห็นชอบกับร่างมติ ขณะที่จีนเลือกที่จะงดออกเสียง อย่างไรก็ตาม ในฐานะหนึ่งในห้าสมาชิกถาวร รัสเซียจึงสามารถระงับมตินี้ได้ทันที แม้ว่าร่างดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากประเทศร่วมลงนามกว่า 60 ประเทศทั่วโลกก็ตาม

ความเสี่ยงจากอาวุธนิวเคลียร์ในวงโคจร

ร่างมติที่ถูกวีโต้นี้เสนอโดยสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อตอกย้ำพันธกรณีใน สนธิสัญญาอวกาศภายนอกปี 1967 (Outer Space Treaty) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ห้ามมิให้รัฐภาคีนำวัตถุที่บรรจุอาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction) ขึ้นไปไว้ในวงโคจรของโลก

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ประเมินว่ารัสเซียกำลังพัฒนาดาวเทียมที่ติดตั้งอุปกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีปูตินที่ระบุว่าไม่มีเจตนาจะนำอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นสู่อวกาศ โดยสหรัฐฯ มองว่าหากรัสเซียไม่มีแผนการดังกล่าวจริง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจวีโต้ร่างมตินี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดการระเบิดในอวกาศ

  • การทำลายดาวเทียม: การระเบิดของนิวเคลียร์ในวงโคจรจะทำลายดาวเทียมจำนวนมากของหลายประเทศในทันที
  • อันตรายต่อมนุษย์: นักบินอวกาศที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวงโคจรจะตกอยู่ในความเสี่ยงสูง
  • วิกฤตขยะอวกาศ: เศษซากจากการระเบิดจะกลายเป็นขยะอวกาศจำนวนมหาศาล ซึ่งจะกีดขวางเส้นทางการจราจรทางอวกาศและส่งผลเสียต่อภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต

ประวัติและขีดความสามารถด้านอาวุธต่อต้านดาวเทียม (ASAT)

รัสเซียมีความสนใจใน อาวุธต่อต้านดาวเทียม หรือ ASAT (Anti-Satellite Weapons) มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตที่เคยทดลองใช้ระบบ Co-orbital ASAT ซึ่งเป็นการส่งดาวเทียมเข้าไปประชิดเป้าหมายเพื่อทำลายหรือผลักดาวเทียมศัตรูให้ออกจากวงโคจร รวมถึงการทดสอบเลเซอร์ในปี 1987

ในปี 2021 รัสเซียได้สร้างความตกตะลึงด้วยการทดสอบ ASAT แบบ Direct Ascent หรือการยิงขีปนาวุธจากพื้นโลกขึ้นไปทำลายดาวเทียมของตนเอง ซึ่งสร้างเศษซากขยะอวกาศจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ารัสเซียพัฒนาดาวเทียมที่สามารถใช้แขนกลจับยึดหรือยิงโปรเจกไทล์ใส่ยานอวกาศของฝ่ายตรงข้ามได้

แม้ว่าปัจจุบันงบประมาณทางทหารของรัสเซียจะถูกทุ่มไปกับสงครามในยูเครน และขีดความสามารถทางอวกาศยังตามหลังสหรัฐฯ และจีน แต่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ASAT จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะสามารถทำลายดาวเทียมแบบกลุ่ม (Constellation) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) ใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทีละดวง

สรุปสถานการณ์ความขัดแย้งด้านอาวุธในอวกาศ
หัวข้อ รายละเอียด
สนธิสัญญาหลัก Outer Space Treaty 1967 (ห้ามอาวุธนิวเคลียร์ในวงโคจร)
ผู้เสนอระเบียบ สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น
ผลการลงคะแนน เห็นชอบ 13, งดออกเสียง 1 (จีน), วีโต้ 1 (รัสเซีย)
ความเสี่ยงหลัก ขยะอวกาศมหาศาล และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานดาวเทียมโลก
ประเภทอาวุธที่กังวล Nuclear ASAT (อาวุธนิวเคลียร์ต่อต้านดาวเทียม)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • รัสเซียใช้อำนาจวีโต้เพื่อระงับมติ UN ที่ห้ามติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในอวกาศ
  • สหรัฐฯ เชื่อว่ารัสเซียกำลังพัฒนาดาวเทียมติดตั้งอุปกรณ์นิวเคลียร์
  • การระเบิดนิวเคลียร์ในอวกาศจะสร้างขยะอวกาศที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • รัสเซียเคยทดสอบยิงดาวเทียมตนเองในปี 2021 ด้วยเทคโนโลยี Direct Ascent ASAT
  • จีนงดออกเสียงในมติดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่าเป็นการสนับสนุนรัสเซียในเชิงยุทธศาสตร์

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมรัสเซียถึงวีโต้ร่างมตินี้ทั้งที่เคยลงนามในสนธิสัญญาปี 1967?

แม้รัสเซียจะเป็นหนึ่งใน 115 ประเทศที่ลงนามใน Outer Space Treaty แต่การวีโต้ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดทางให้รัสเซียสามารถพัฒนาหรือติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในอวกาศได้โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางกฎหมายหรือการประณามอย่างเป็นทางการจาก UN

อาวุธ ASAT คืออะไรและทำงานอย่างไร?

ASAT หรือ Anti-Satellite Weapons คืออาวุธที่ออกแบบมาเพื่อทำลายหรือรบกวนการทำงานของดาวเทียม มีหลายรูปแบบ เช่น การยิงขีปนาวุธจากพื้นโลก (Direct Ascent), การใช้ดาวเทียมเข้าประชิดเพื่อทำลาย (Co-orbital) หรือการใช้เลเซอร์

การระเบิดนิวเคลียร์ในอวกาศแตกต่างจากการระเบิดบนโลกอย่างไร?

ในอวกาศจะไม่มีชั้นบรรยากาศในการสร้างคลื่นกระแทก (Shockwave) เหมือนบนโลก แต่จะสร้างรังสีพลังงานสูงและเศษซากวัตถุจำนวนมหาศาลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งสามารถทำลายดาวเทียมดวงอื่นๆ ในวงโคจรได้เป็นวงกว้าง

ท่าทีของจีนต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร?

จีนเลือกที่จะงดออกเสียงในการลงมติครั้งนี้ ซึ่งทูตสหรัฐฯ ประจำ UN มองว่าเป็นการเลือกปกป้องรัสเซียในฐานะพันธมิตร มากกว่าการรักษาความมั่นคงของระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ระดับโลก

สหรัฐฯ มีวิธีรับมือกับอาวุธ ASAT อย่างไร?

กองทัพอวกาศสหรัฐฯ เปลี่ยนกลยุทธ์จากการพึ่งพาดาวเทียมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ดวง มาเป็นการส่งดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนมาก (Constellations) เพื่อให้ระบบยังคงทำงานได้แม้จะมีดาวเทียมบางดวงถูกทำลาย