ระบบป้องกันภัยทางอากาศอิสราเอล เจาะลึกกลไกสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่าน

เหตุการณ์ความตึงเครียดครั้งล่าสุดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลทวีความรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านส่งโดรนและขีปนาวุธร่อน (Cruise Missiles) กว่า 300 ลำเข้าโจมตีอิสราเอล เพื่อตอบโต้การโจมตีสถานทูตอิหร่านในซีเรีย อย่างไรก็ตาม อิสราเอลสามารถรับมือกับภัยคุกคามนี้ได้ด้วยการประสานงานของระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นที่มีประสิทธิภาพสูง

Iron Dome: ปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องพลเรือน

Iron Dome คือระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ใช้งานมานานกว่าทศวรรษ ประกอบด้วยหน่วยยิงขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างน้อย 10 ชุด กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ กลไกการทำงานเริ่มจากเรดาร์ตรวจจับวัตถุที่พุ่งเข้ามา แล้วส่งข้อมูลไปยังศูนย์ควบคุมเพื่อวิเคราะห์ว่าเป้าหมายนั้นเป็นสัญญาณหลอกหรือไม่ และจะตกที่จุดใด หากประเมินว่ามีโอกาสตกในพื้นที่ชุมชน ระบบจะยิงขีปนาวุธสกัดกั้นออกไปทำลายเป้าหมายทันที

Iain Boyd ผู้เชี่ยวชาญจาก University of Colorado ระบุว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับขีปนาวุธที่บินต่ำและมีความเร็วสูง จึงทำให้การจัดการกับโดรนซึ่งบินช้ากว่านั้นทำได้ง่ายขึ้นในบางแง่มุม อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของ Iron Dome คือจำนวนของเป้าหมายที่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ระบบทำงานหนักจนเกินขีดจำกัด ดังที่เคยเกิดขึ้นในการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม

การรับมือกับโดรนพลีชีพ Shahed-136

โดรนที่อิหร่านนำมาใช้ส่วนใหญ่คือ Shahed-136 ซึ่งเป็นโดรนพลีชีพ (Suicide Drones) หรืออากาศยานไร้คนขับ (UAS) ที่ติดตั้งหัวรบไว้ในตัวและพุ่งชนเป้าหมาย แม้จะมีราคาถูกและผลิตได้จำนวนมาก แต่ David Ochmanek จาก RAND Corporation ชี้ว่าโดรนชนิดนี้ไม่มีคุณสมบัติล่องหน (Stealth) บินช้า และไม่มีการเคลื่อนที่ที่ซับซ้อน ทำให้เปรียบเสมือนเป้านิ่งกลางอากาศ

เนื่องจากโดรนเหล่านี้ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเป้าหมาย ทำให้อิสราเอลและพันธมิตรมีเวลาเตรียมตัวและสกัดกั้นได้ทันท่วงที โดยกองทัพสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยยิงสกัดโดรนและขีปนาวุธบางส่วนก่อนจะเข้าสู่เขตน่านฟ้าอิสราเอล

Image 7

ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบหลายชั้น (Multi-layered Defense)

นอกเหนือจาก Iron Dome อิสราเอลยังมีระบบป้องกันในระดับที่สูงขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่แตกต่างกัน ดังนี้:

  • Arrow 3: ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นเป้าหมายนอกชั้นบรรยากาศ (Exo-atmospheric) หรือในอวกาศ
  • Arrow 2: มีระยะทำการสั้นกว่า Arrow 3 แต่มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายขีปนาวุธ
  • David’s Sling: ระบบที่มีระยะทำการปานกลาง เหมาะสำหรับการจัดการกับโดรนและขีปนาวุธบางประเภท

นอกจากนี้ อิสราเอลยังใช้วิธีรบกวนสัญญาณ GPS เพื่อทำให้โดรนไร้คนขับสูญเสียทิศทางและไม่สามารถเข้าถึงเป้าหมายได้

สรุปเปรียบเทียบระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล
ระบบ เป้าหมายหลัก ระดับการป้องกัน
Iron Dome ขีปนาวุธระยะสั้น, โดรน ระยะใกล้ / ปราการด่านสุดท้าย
David’s Sling ขีปนาวุธระยะกลาง, โดรน ระยะกลาง
Arrow 2 & 3 ขีปนาวุธวิถีโค้ง (Ballistic Missiles) ระยะไกล / นอกชั้นบรรยากาศ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • อิสราเอลระบุว่าสามารถสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่านได้ถึง 99%
  • โดรน Shahed-136 มีจุดเด่นที่ราคาถูกและผลิตได้จำนวนมาก แต่บินช้าและตรวจจับได้ง่าย
  • การโจมตีครั้งนี้มีการประสานงานร่วมกับ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ในการสกัดกั้นเป้าหมาย
  • อิหร่านใช้กลยุทธ์ส่งเป้าหมายจำนวนมากเพื่อพยายามทำให้คลังขีปนาวุธสกัดกั้นของอิสราเอลหมดลง

คำถามที่พบบ่อย

Iron Dome ทำงานอย่างไรในการสกัดกั้นโดรน?

Iron Dome ใช้เรดาร์ตรวจจับวัตถุที่พุ่งเข้ามา จากนั้นศูนย์ควบคุมจะคำนวณวิถีการตก หากพบว่าเป้าหมายจะตกในพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่ ระบบจะยิงขีปนาวุธสกัดกั้นออกไปทำลายเป้าหมายกลางอากาศ

ทำไมโดรน Shahed-136 ถึงถูกมองว่าจัดการได้ง่าย?

เพราะโดรนชนิดนี้บินช้า ไม่มีความสามารถในการหลบหลีกเรดาร์ (Non-stealth) และมีเส้นทางการบินที่ค่อนข้างตายตัว ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศมีเวลาในการตรวจจับและทำลายได้ง่าย

ระบบ Arrow แตกต่างจาก Iron Dome อย่างไร?

ในขณะที่ Iron Dome เน้นป้องกันเป้าหมายระยะใกล้และบินต่ำ ระบบ Arrow ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธวิถีโค้งในระดับความสูงที่มากกว่า โดยเฉพาะ Arrow 3 ที่สามารถทำลายเป้าหมายได้ตั้งแต่ยังอยู่ในอวกาศ

การโจมตีจำนวนมากส่งผลเสียต่อระบบป้องกันอย่างไร?

แม้ระบบจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ขีปนาวุธสกัดกั้นมีจำนวนจำกัด การส่งโดรนหรือขีปนาวุธเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาลอาจทำให้ทรัพยากรในการสกัดกั้นหมดลง (Depletion) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ฝ่ายโจมตีมักนำมาใช้