รถบัสไฟฟ้า BRT พลิกโฉมการเดินทางในไนโรบี ประเทศเคนยา

ปัจจุบันสัดส่วนการใช้งาน ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles หรือ EVs) ในประเทศเคนยายังอยู่ในระดับต่ำเพียง 5% และส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นเมื่อระบบ Bus Rapid Transit (BRT) หรือระบบรถเมล์ด่วนพิเศษในกรุงไนโรบี ประกาศใช้เฉพาะยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ซึ่งครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถไฮบริด และรถที่ใช้เชื้อเพลิงไบโอดีเซล

ระบบ BRT คือรูปแบบการขนส่งสาธารณะที่เน้นความรวดเร็ว สะดวกสบาย และคุ้มค่า โดยการจัดสรรเลนวิ่งเฉพาะ (Dedicated Lanes) เพื่อให้รถบัสสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่ารถบัสที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไป นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีการชำระเงินแบบดิจิทัลล่วงหน้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาจราจรของ NAMATA

หน่วยงานบริหารจัดการขนส่งพื้นที่มหานครไนโรบี หรือ NAMATA เป็นผู้ผลักดันโครงการนี้เพื่อลดความแออัดของการจราจรในเมือง โดยมีเป้าหมายให้เครือข่าย BRT และโครงการรถไฟรางเบาสำหรับผู้สัญจรเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้

จากรายงานในปี 2019 ของ NAMATA ระบุว่า ปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักในไนโรบี ส่งผลให้ผู้เดินทางกว่า 3 ล้านคนต้องเสียเวลาเฉลี่ย 57 นาทีต่อวันในการเดินทางระยะสั้น ซึ่งความสูญเสียด้านผลิตภาพทางเศรษฐกิจนี้คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

สรุปรายละเอียดโครงการ BRT และการจัดซื้อจัดจ้างของ NAMATA
หัวข้อ รายละเอียด
ประเภทรถที่รองรับ รถไฟฟ้า (Electric), ไฮบริด (Hybrid), ไบโอดีเซล (Biodiesel)
ทางเลือกการครอบครอง การซื้อขาด หรือ การเช่า (ระยะเวลา 3, 7 และ 12 ปี)
จุดเด่นของระบบ มีเลนวิ่งเฉพาะ และใช้ระบบชำระเงินดิจิทัล
เป้าหมายหลัก ลดความแออัดของการจราจรและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง

โอกาสของสตาร์ทอัพ EV ในท้องถิ่น

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งสีเขียวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่าง Opibus และ BasiGo สองสตาร์ทอัพด้าน EV ในเคนยาได้เข้ามามีบทบาท โดยทั้งสองบริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบรถบัสไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่ตรงตามความต้องการของภาครัฐ

Opibus มีประสบการณ์ในการดัดแปลงรถยนต์น้ำมันให้เป็นระบบไฟฟ้ามาตลอด 5 ปี และกำลังสร้างโรงงานผลิตรถบัสไฟฟ้าในเคนยา โดยมีรถบัสขนาด 51 ที่นั่ง ระยะทางวิ่ง 120 กม. ราคา 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการดัดแปลงรถเดิมจะมีค่าใช้จ่าย 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนขยายตลาดสู่แอฟริกาภายในสิ้นปี 2023

ในขณะที่ BasiGo เน้นการประกอบรถบัสขนาด 25 และ 36 ที่นั่งภายในประเทศ โดยใช้ชิ้นส่วนจาก BYD Automotive ผู้ผลิต EV รายใหญ่จากจีน ซึ่งรถของ BasiGo มีระยะทางวิ่งที่ไกลกว่าคือ 250 กิโลเมตร

Annie Njanja

ความท้าทายและเป้าหมายสู่ Zero-Emission

แม้การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในแอฟริกาจะเติบโตขึ้น แต่ยังช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้วเนื่องจากข้อจำกัดหลายประการ เช่น โครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่เสถียร ขาดแคลนสถานีชาร์จ และการขาดความรู้ความเข้าใจ รวมถึงราคาเริ่มต้นที่สูงซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับตลาดที่คุ้นเคยกับรถยนต์มือสอง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเคนยามีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero-emission motor vehicles) อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2040 โดยเตรียมประกาศนโยบาย e-mobility ในช่วงกลางปีนี้ เพื่อวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • เป้าหมายปี 2040: เคนยามุ่งสู่การใช้ยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ 100%
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: รถติดในไนโรบีทำให้เศรษฐกิจสูญเสีย 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • นวัตกรรมท้องถิ่น: Opibus และ BasiGo เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการผลิตและประกอบรถบัสไฟฟ้าในประเทศ
  • การเข้าถึง: ระบบ BRT จะใช้เลนเฉพาะเพื่อเพิ่มความเร็วในการเดินทาง

คำถามที่พบบ่อย

ระบบ BRT ในไนโรบีแตกต่างจากรถบัสทั่วไปอย่างไร?

BRT มีเลนวิ่งเฉพาะที่แยกออกจากจราจรปกติ ทำให้เดินทางได้รวดเร็วกว่า และใช้เฉพาะรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้ระบบชำระเงินแบบดิจิทัล

รถบัสไฟฟ้าของ Opibus และ BasiGo มีความแตกต่างกันอย่างไร?

Opibus เน้นรถขนาดใหญ่ 51 ที่นั่งและมีการบริการดัดแปลงรถน้ำมันเป็นไฟฟ้า ส่วน BasiGo เน้นการประกอบรถขนาด 25-36 ที่นั่งโดยใช้ชิ้นส่วนจาก BYD และมีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จที่ไกลกว่า

อะไรคืออุปสรรคสำคัญของการใช้ EV ในแอฟริกา?

ปัญหาหลักคือโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอ สถานีชาร์จมีน้อย และราคาตัวรถที่สูงเมื่อเทียบกับกำลังซื้อในตลาดรถมือสอง

รัฐบาลเคนยามีแผนสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้าอย่างไร?

รัฐบาลเตรียมออกนโยบาย e-mobility เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และตั้งเป้าเปลี่ยนเป็นยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ทั้งหมดภายในปี 2040