ผู้ทรงอิทธิพลโลกดิจิทัล 2025: เมื่ออำนาจบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นนโยบายรัฐ

ในปี 2025 เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าตกใจ เมื่อกลุ่มคนที่สร้างชื่อเสียงจากการเป็น Very Online หรือผู้ที่ใช้ชีวิตและสร้างตัวตนบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มข้น ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดในโลกความเป็นจริง จากเดิมที่คำแนะนำทั่วไปคือการหลีกเลี่ยงการอ่านความเห็นใน YouTube แต่ในปัจจุบัน ผู้ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจาก "คอมเมนต์ใน YouTube" กลับกลายเป็นผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ

บทความนี้จะพาไปสำรวจบุคคลและกลุ่มคนที่เปลี่ยนโลกดิจิทัลให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความโกลาหล และส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในโลกจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านปลายนิ้วของ โดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 79 ปี ได้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารประเทศให้กลายเป็นการสั่งการผ่าน Truth Social ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตนเอง โดยใช้พื้นที่นี้ในการโจมตีคู่แข่ง เผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิด และส่งข้อความที่สร้างความปั่นป่วนตลอดเวลา

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการโพสต์ข้อความจำนวนมหาศาลในคืนเดียว หรือการประกาศว่าการเตือนทหารให้ปฏิเสธคำสั่งที่ผิดกฎหมายเป็นพฤติกรรมกบฏที่มีโทษถึงตาย การที่ทุกโพสต์ของเขากลายเป็นข่าวใหญ่ ทำให้ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับสภาวะความไม่แน่นอนที่ถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง

การกวาดล้างผู้อพยพและผู้คุมกฎชายแดน

นโยบายต่อต้านผู้อพยพในปี 2025 ถูกขับเคลื่อนโดยบุคคลสำคัญสองคนคือ Stephen Miller ที่ปรึกษาทำเนียบขาว และ Kristi Noem รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)

  • Stephen Miller: ถูกขนานนามว่าเป็น "สถาปนิก" ผู้อยู่เบื้องหลังการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านผู้อพยพอย่างรุนแรง
  • Kristi Noem: ผู้ดูแลหน่วยงาน ICE และ CBP ซึ่งนำเทคโนโลยีการสอดแนมโซเชียลมีเดียและการจดจำใบหน้ามาใช้ รวมถึงข้อเสนอให้ตรวจสอบโพสต์ย้อนหลัง 5 ปีของผู้ที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ

DOGE และการแทรกซึมระบบรัฐบาลของ อีลอน มัสก์

Department of Government Efficiency (DOGE) หรือหน่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพรัฐบาลที่นำโดย Elon Musk ได้สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรง เมื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขาดประสบการณ์แต่มีความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ สามารถเข้าถึงระบบข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของรัฐบาลได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด

เป้าหมายของ DOGE ไม่ใช่เพียงการลดงบประมาณ แต่ยังรวมถึงการสร้างฐานข้อมูลกลางเพื่อการสอดแนม และการปลดพนักงานรัฐจำนวนมาก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเครื่องมือบริหารจัดการให้กลายเป็นอาวุธทางการเมือง

วิกฤตสาธารณสุขภายใต้การนำของ RFK Jr.

Robert F. Kennedy Jr. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สร้างความสั่นคลอนให้กับระบบการแพทย์ของสหรัฐฯ ด้วยการนำความเชื่อเรื่อง Anti-vaccine (การต่อต้านวัคซีน) มาเป็นนโยบายหลัก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นประกอบด้วยการปลดเจ้าหน้าที่ CDC ออกจำนวนมาก การตัดงบประมาณวิจัยวัคซีน mRNA และการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนเว็บไซต์ของรัฐให้ระบุว่าวัคซีนอาจก่อให้เกิดออทิสติก ซึ่งขัดกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์มานานหลายทศวรรษ การกระทำนี้ไม่เพียงแต่ทำลายโครงสร้างสถาบันสาธารณสุข แต่ยังสร้างความเข้าใจผิดที่จะส่งผลให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในอนาคต

อิทธิพลของ Elon Musk และหายนะด้านมนุษยธรรม

นอกเหนือจาก DOGE แล้ว Elon Musk ยังผลักดัน Grok แชทบอท AI ของตนให้เข้ามามีบทบาทในหน่วยงานรัฐ แม้ว่า Grok จะมีปัญหาเรื่องการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดและมีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติก็ตาม

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการสนับสนุนให้ยุบหน่วยงาน USAID (สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ) ซึ่ง Musk เปรียบเปรยว่าเป็นการ "ป้อนเข้าเครื่องย่อยกิ่งไม้" ส่งผลให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมทั่วโลก โดยมีการประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 350,000 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กกว่า 200,000 คน เนื่องจากการขาดความช่วยเหลือ

ภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์: The Com และกลุ่มแฮกเกอร์จีน

โลกดิจิทัลในปี 2025 ยังถูกคุกคามโดยกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่หลากหลาย:

  • The Com: เครือข่ายแฮกเกอร์รุ่นใหม่จากสหรัฐฯ และอังกฤษ ที่เน้นการสร้างความโกลาหลและแสวงหาผลกำไร เช่น กลุ่ม Scattered Spider ที่โจมตีห้าง Marks & Spencer และกลุ่ม ShinyHunters ที่ขโมยข้อมูลผู้ใช้ PornHub
  • กลุ่ม Typhoon จากจีน: ประกอบด้วย Salt Typhoon ที่เจาะระบบโทรคมนาคมของสหรัฐฯ เพื่อดักฟังการสื่อสาร และ Volt Typhoon ที่มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีในอนาคต

ธุรกิจการสอดแนมและอาชญากรรมข้ามชาติ

Alex Karp CEO ของ Palantir Technologies ได้รับประโยชน์มหาศาลจากรัฐบาลทรัมป์ ผ่านสัญญาจ้างมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ในการจัดหาระบบติดตามผู้ที่เนรเทศตนเองออกจากสหรัฐฯ ให้กับ ICE

ในขณะเดียวกัน Chen Zhi ประธาน Prince Group ในกัมพูชา ถูกระบุว่าเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายหลอกลวงแบบ Pig Butchering (การหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน) ซึ่งใช้แรงงานบังคับจากการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในงานบังคับใช้กฎหมายโดย Kash Patel

Kash Patel ผู้อำนวยการ FBI ใช้ X และ Truth Social เป็นช่องทางรายงานการจับกุมและเหตุการณ์อาชญากรรมแบบเรียลไทม์ ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน การกระทำนี้สร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะและทำลายน้ำหนักของคดีความในชั้นศาล

สรุปบุคคลและกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลดิจิทัลปี 2025
ชื่อ/กลุ่ม บทบาทหลัก ผลกระทบสำคัญ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บริหารประเทศผ่าน Truth Social
อีลอน มัสก์ / DOGE ผู้บริหารเทคโนโลยี / ที่ปรึกษารัฐ แทรกซึมระบบรัฐ และยุบหน่วยงาน USAID
RFK Jr. รมว. สาธารณสุข ทำลายความเชื่อมั่นในวัคซีนและวิทยาศาสตร์
The Com เครือข่ายแฮกเกอร์ตะวันตก โจมตีบริษัทค้าปลีกและขโมยข้อมูลส่วนบุคคล
Salt/Volt Typhoon แฮกเกอร์รัฐบาลจีน จารกรรมข้อมูลโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน
Chen Zhi อาชญากรข้ามชาติ ควบคุมเครือข่ายหลอกลวง Pig Butchering

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การบริหารแบบดิจิทัล: นโยบายรัฐถูกขับเคลื่อนด้วยโพสต์บนโซเชียลมีเดียมากกว่ากระบวนการทางกฎหมายปกติ
  • วิกฤตสาธารณสุข: การนำความเชื่อต่อต้านวัคซีนมาใช้ในระดับนโยบายส่งผลเสียต่อระบบสาธารณสุขโลก
  • ภัยไซเบอร์ระดับรัฐ: จีนใช้กลุ่ม Typhoon ในการฝังตัวในระบบสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ
  • ผลกระทบมนุษยธรรม: การตัดงบ USAID ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมหาศาลทั่วโลก

คำถามที่พบบ่อย

DOGE คืออะไรและมีอันตรายอย่างไร?

DOGE หรือ Department of Government Efficiency เป็นหน่วยงานที่นำโดยอีลอน มัสก์ เพื่อลดขนาดรัฐบาล แต่มีความเสี่ยงเนื่องจากมีการให้บุคคลภายนอกเข้าถึงระบบข้อมูลลับของรัฐโดยไม่มีการตรวจสอบที่เหมาะสม

การหลอกลวงแบบ Pig Butchering คืออะไร?

คือการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่เริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวหรือความเชื่อใจ (ขุนให้อ้วน) ก่อนจะหลอกให้เหยื่อลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม ซึ่งมักดำเนินการโดยเหยื่อการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กลุ่ม Salt Typhoon และ Volt Typhoon ต่างกันอย่างไร?

Salt Typhoon เน้นการจารกรรมข้อมูลผ่านระบบโทรคมนาคมเพื่อดักฟังการสื่อสาร ส่วน Volt Typhoon เน้นการแทรกซึมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อเตรียมการโจมตีในยามสงคราม

ทำไมการโพสต์ของ Kash Patel ถึงถูกวิพากษ์วิจารณ์?

เพราะการเปิดเผยข้อมูลการจับกุมหรือเหตุการณ์อาชญากรรมผ่านโซเชียลมีเดียก่อนการยืนยันข้อเท็จจริง อาจทำให้ผู้ต้องสงสัยไหวตัวทัน หรือสร้างความตื่นตระหนกและทำลายรูปคดีในชั้นศาล