บุคคลและกลุ่มที่อันตรายที่สุดบนโลกอินเทอร์เน็ตปี 2023
ปี 2023 เป็นปีที่โลกดิจิทัลเต็มไปด้วยความผันผวนและความโกลาหล ตั้งแต่การก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความเสี่ยง ไปจนถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลุกลามเข้าสู่โลกไซเบอร์ การโจมตีทางดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของข้อมูลอีกต่อไป แต่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตจริงของผู้คนอย่างรุนแรง
WIRED ได้รวบรวมรายชื่อบุคคล กลุ่มคน และองค์กรที่มีบทบาทในการสร้างความไม่มั่นคงให้กับโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ตั้งใจสร้างความเสียหาย หรือผู้ที่มีอำนาจล้นมือจนการกระทำของพวกเขาส่งผลกระทบในวงกว้างโดยไม่ตั้งใจ
ผู้ทรงอิทธิพลที่สร้างความสั่นคลอนให้โลกเทคโนโลยี
Elon Musk: จากอัจฉริยะสู่ตัวแปรแห่งความวุ่นวาย
ในปีนี้ Elon Musk เปลี่ยนภาพลักษณ์จากนักเทคโนโลยีผู้ปราดเปรื่อง กลายเป็นบุคคลที่ใช้แพลตฟอร์ม X (ชื่อเดิม Twitter) ในการแพร่กระจายทฤษฎีสมคบคิดและสร้างความขัดแย้ง การบริหารงานที่คาดเดาไม่ได้ส่งผลให้รายได้จากโฆษณาลดลงถึงครึ่งหนึ่ง และทำให้เกิดคำถามถึงความอยู่รอดของแพลตฟอร์มนี้
นอกจากนี้ Musk ยังขยายความเสี่ยงไปยังด้านอื่นๆ เช่น การเปิดตัว Grok แชตบอต AI จากบริษัท xAI ที่มีระบบป้องกัน (Guardrails) น้อยกว่าคู่แข่ง รวมถึงปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบ Autopilot ในรถยนต์ Tesla ที่นำไปสู่การเรียกคืนรถยนต์จำนวนมากในสหรัฐฯ และข้อกังวลด้านจริยธรรมในการทดลองของ Neuralink
Sam Altman: อำนาจเบ็ดเสร็จในโลก AI
ในขณะที่ Sam Altman CEO ของ OpenAI ดูเป็นมิตรและสนับสนุนการควบคุม AI โดยรัฐบาล แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งภายในบอร์ดบริหารเมื่อเดือนพฤศจิกายนได้เผยให้เห็นอีกด้านหนึ่ง เมื่อเขาสามารถกลับมาควบคุมบริษัทได้อย่างเบ็ดเสร็จและกำจัดสมาชิกบอร์ดที่เน้นด้านจริยธรรมออกไป ทำให้ปัจจุบัน OpenAI ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนเพียงไม่กี่คนและยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลเมื่อพิจารณาว่าเขากำลังถือครองเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ภัยคุกคามจากอาชญากรรมไซเบอร์และแรนซัมแวร์
ปี 2023 เห็นการกลับมาอย่างรุนแรงของ แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ โดยมีกลุ่มที่โดดเด่นในด้านการสร้างความเสียหายดังนี้:
- กลุ่ม Cl0p: ใช้ช่องโหว่ Zero-day (ช่องโหว่ที่ผู้พัฒนายังไม่ทราบและไม่มีแพตช์แก้ไข) ในซอฟต์แวร์ MOVEit โจมตีองค์กรกว่า 2,000 แห่ง ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 62 ล้านคน
- กลุ่ม Alphv (Black Cat): สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับ MGM Resorts International มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ และเรียกค่าไถ่จากองค์กรต่างๆ รวมแล้วกว่า 300 ล้านดอลลาร์ แม้ FBI จะพยายามปิดเว็บไซต์ Dark Web ของกลุ่มนี้ แต่พวกเขาก็สามารถกู้คืนกลับมาได้และประกาศโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
สงครามไซเบอร์และภูมิรัฐศาสตร์โลก
การโจมตีในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน และตะวันออกกลาง
Sandworm กลุ่มแฮกเกอร์หน่วยข่าวกรองทหารของรัสเซีย ยังคงเป็นภัยคุกคามหลัก โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบไฟฟ้าและการสื่อสารของยูเครน เพื่อสร้างความปั่นป่วนในช่วงที่มีการโจมตีทางอากาศ
ในส่วนของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาส เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งการระดมทุนผ่าน สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และการใช้ Telegram ในการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ ขณะที่อิสราเอลเองก็ถูกวิจารณ์เรื่องการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการควบคุมข้อมูลข่าวสารในฉนวนกาซา
Volt Typhoon: เงาจากจีนในสหรัฐฯ
Microsoft ตรวจพบกลุ่มแฮกเกอร์ Volt Typhoon ที่แอบฝังมัลแวร์ในโครงข่ายไฟฟ้าของสหรัฐฯ และกวม รวมถึงท่อส่งน้ำมันและก๊าซ โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นการเตรียมการเพื่อตัดการทำงานของระบบสำคัญหากเกิดวิกฤตการณ์ เช่น การบุกรุกไต้หวัน
Predatory Sparrow: ผู้เขย่าขวัญในอิหร่าน
กลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกตนเองว่า Predatory Sparrow ได้สร้างความโกลาหลในอิหร่าน โดยการโจมตีที่ทำให้สถานีบริการน้ำมันกว่า 70% ทั่วประเทศไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งถูกเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลอิสราเอล
การกลับมาของ Donald Trump
Donald Trump กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยใช้พื้นที่นี้โจมตีคู่แข่งทางการเมืองและสื่อมวลชน พร้อมขู่ว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายจัดการกับผู้ที่วิจารณ์เขาหากได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ซึ่งสร้างความกังวลถึงการนำสหรัฐฯ กลับไปสู่ยุคแห่งความแตกแยกและการปฏิเสธข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Elon Musk: เปลี่ยน Twitter เป็น X และลดทอนระบบความปลอดภัยของ AI ใน Grok
- OpenAI: Sam Altman กุมอำนาจเบ็ดเสร็จหลังความขัดแย้งในบอร์ดบริหาร
- Cl0p: โจมตีผ่าน MOVEit กระทบผู้คนกว่า 62 ล้านคน
- Alphv: สร้างความเสียหายให้ MGM Resorts ถึง 100 ล้านดอลลาร์
- Volt Typhoon: แฝงตัวในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตในอนาคต
- Sandworm: โจมตีระบบไฟฟ้าและการสื่อสารในยูเครนอย่างต่อเนื่อง
| ชื่อบุคคล/กลุ่ม | ประเภทภัยคุกคาม | ผลกระทบหลัก |
|---|---|---|
| Elon Musk | อิทธิพลทางสังคม/เทคโนโลยี | ความไม่มั่นคงของแพลตฟอร์ม X และความปลอดภัยของ AI/Tesla |
| Sam Altman | การผูกขาดเทคโนโลยี AI | การควบคุม AI ระดับโลกโดยขาดการตรวจสอบด้านจริยธรรม |
| Cl0p / Alphv | แรนซัมแวร์ (Ransomware) | ข้อมูลรั่วไหลมหาศาลและการเรียกค่าไถ่จากองค์กรใหญ่ |
| Volt Typhoon | จารกรรมไซเบอร์ (State-sponsored) | แทรกซึมโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและน้ำในสหรัฐฯ |
| Sandworm | สงครามไซเบอร์ (Cyberwarfare) | ตัดระบบไฟฟ้าและการสื่อสารในยูเครน |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม Sam Altman ถึงถูกมองว่าอันตราย ทั้งที่ดูเป็นคนใจดี?
ความอันตรายไม่ได้มาจากบุคลิกภาพ แต่มาจาก อำนาจในการควบคุม เทคโนโลยี AI ที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ เมื่อระบบตรวจสอบและถ่วงดุล (บอร์ดบริหารด้านจริยธรรม) ถูกกำจัดออกไป ทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติขึ้นอยู่กับคนเพียงไม่กี่คน
Zero-day vulnerability ที่กลุ่ม Cl0p ใช้คืออะไร?
คือช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่ผู้ผลิตยังไม่ค้นพบ ทำให้ไม่มีโปรแกรมแก้ไข (Patch) มาป้องกัน แฮกเกอร์จึงสามารถเจาะเข้าสู่ระบบได้อย่างง่ายดายก่อนที่เจ้าของระบบจะรู้ตัว
Volt Typhoon มีเป้าหมายอะไรในการโจมตีสหรัฐฯ?
นักวิเคราะห์เชื่อว่าไม่ใช่การโจมตีเพื่อเรียกเงิน แต่เป็นการ วางรากฐาน เพื่อให้สามารถตัดการทำงานของระบบไฟฟ้าและน้ำในสหรัฐฯ ได้ทันทีหากเกิดความขัดแย้งทางทหาร เช่น กรณีจีนบุกไต้หวัน เพื่อลดขีดความสามารถในการตอบโต้ของสหรัฐฯ
การกระทำของ Elon Musk ส่งผลต่อความปลอดภัยทางดิจิทัลอย่างไร?
การลดทอนกฎเกณฑ์ในแพลตฟอร์ม X ทำให้ข้อมูลเท็จและวาทกรรมสร้างความเกลียดชังแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น รวมถึงการปล่อย AI ที่มี Guardrails ต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือผิดจริยธรรม
กลุ่ม Predatory Sparrow มีความสำคัญอย่างไรในสงครามไซเบอร์?
เป็นตัวอย่างของการใช้ Hacktivism (การแฮกเพื่อเป้าหมายทางการเมือง) ที่สามารถสร้างผลกระทบทางกายภาพได้จริง เช่น การทำให้สถานีบริการน้ำมันในอิหร่านใช้งานไม่ได้เป็นวงกว้าง



