นาวิกโยธินสหรัฐฯ บุกลอสแอนเจลิส: ข้อถกเถียงทางกฎหมายและการใช้อำนาจทหารในดินแดนตนเอง

เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ (US Marines) ขณะปฏิบัติหน้าที่ ถูกส่งตัวเข้าสู่เมืองลอสแอนเจลิส ไม่ใช่เพื่อภารกิจบรรเทาสาธารณภัยหรือการซ้อมรบ แต่เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันอาคารรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์การปราบปรามผู้ประท้วง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่าเหตุการณ์นี้กำลังสั่นคลอนขอบเขตอำนาจของกองทัพในการปฏิบัติการภายในประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศระดมพลนาวิกโยธินกว่า 700 นาย จากกองพันที่ 2 กรมที่ 7 ของกองพลนาวิกโยธินที่ 1 ซึ่งประจำการอยู่ที่ Camp Pendleton และ Twentynine Palms โดยใช้คำสั่งภายใต้ Title 10 (กฎหมายที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของกองทัพสหรัฐฯ) เพื่อปกป้องบุคลากรและทรัพย์สินของรัฐบาลจากการประท้วงที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการกวาดล้างผู้อพยพอย่างดุเดือดในพื้นที่

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐแคลิฟอร์เนีย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากคำสั่งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ทรัมป์สั่งให้กองกำลังป้องกันชาติ (National Guard) ของแคลิฟอร์เนียจำนวน 4,000 นาย มาขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าหน้าที่ระดับรัฐจนนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมาย

แม้ว่าผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ จะมีคำสั่งให้คืนอำนาจการควบคุมกองกำลังป้องกันชาติกลับสู่รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยระบุว่าการเข้ายึดอำนาจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจทำให้สถานการณ์ในเมืองตึงเครียดขึ้น รวมถึงทำให้รัฐขาดแคลนทรัพยากรในการดับไฟป่าหรือปราบปรามยาเสพติดประเภทเฟนทานิล แต่คำสั่งดังกล่าวถูกระงับชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์กลางเพื่อรอการพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป

ชนวนเหตุและการปราบปรามในย่าน Westlake

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นที่ย่าน Westlake ซึ่งเป็นชุมชนที่มีผู้อพยพอาศัยอยู่หนาแน่น เพื่อตอบโต้การบุกจับกุมแรงงานรายวันของหน่วย ICE (หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) สถานการณ์บานปลายเมื่อตำรวจประกาศให้การชุมนุมเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และเริ่มใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชน เช่น กระบอง, แก๊สน้ำตา, สเปรย์พริกไทย และระเบิดแสง (Flash-bang grenades)

มีรายงานว่าทั้งผู้ประท้วงที่สงบและผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บจากกระสุนยางและอุปกรณ์ช็อตไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าการประท้วงจะขยายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกกว่า 2,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

Image 6

ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ทหารทำอะไรได้และไม่ได้?

ตามหลักกฎหมาย Posse Comitatus (หลักการที่ห้ามกองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติหน้าที่เป็นตำรวจหรือบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ) กองทัพที่ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจะมีข้อจำกัดอย่างเข้มงวด เว้นแต่จะมีการประกาศใช้ Insurrection Act (กฎหมายว่าด้วยการจลาจล) ซึ่งอนุญาตให้ใช้ทหารในกรณีที่มีการกบฏหรือมีการละเมิดสิทธิพลเมืองอย่างร้ายแรง

ภายใต้ระเบียบของกระทรวงกลาโหม ทหารไม่สามารถดำเนินการดังต่อไปนี้ได้:

  • ทำการจับกุมพลเรือน หรือตรวจค้นทรัพย์สิน
  • เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อส่งให้ตำรวจ (เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร)
  • สอดแนมบุคคล ยานพาหนะ หรือสถานที่ของชาวอเมริกัน
  • ปฏิบัติหน้าที่เป็นสายลับ ผู้ให้ข้อมูล หรือผู้สอบสวน

อย่างไรก็ตาม US Northern Command ได้ชี้แจงว่า แม้นาวิกโยธินจะไม่มีอำนาจ "จับกุม" แต่สามารถ "กักตัวชั่วคราว" ในสถานการณ์เฉพาะหน้าได้จนกว่าตำรวจจะมาถึง ซึ่งสอดคล้องกับคลิปวิดีโอที่ปรากฏภาพนาวิกโยธินใช้กุญแจมือพลาสติกควบคุมตัวพลเรือนในลอสแอนเจลิส

สรุปข้อจำกัดและข้อยกเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารในประเทศ
สิ่งที่ห้ามทำ (โดยทั่วไป) สิ่งที่ทำได้ / ข้อยกเว้น เงื่อนไขพิเศษ
จับกุม, ตรวจค้น, สอดแนมพลเรือน กักตัวชั่วคราวเพื่อรอตำรวจ ต้องเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้า
บังคับใช้กฎหมายแทนตำรวจ ให้คำแนะนำทางเทคนิคหรือข้อมูล ต้องไม่ใช่งานหลักของตำรวจ
ปฏิบัติการทางนิติวิทยาศาสตร์ ช่วยเหลือในฐานะส่วนตัว (นอกเวลาปฏิบัติงาน) ต้องไม่ละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัว
- ระงับเหตุฉุกเฉินร้ายแรงเพื่อป้องกันความเสียหายมหาศาล เมื่อไม่สามารถขออนุมัติจากประธานาธิบดีได้ทัน

ความเสี่ยงต่อบรรทัดฐานทางรัฐธรรมนูญ

ความกังวลที่สำคัญคือ นาวิกโยธินซึ่งถูกฝึกมาเพื่อการรบในสงคราม ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมฝูงชนพลเรือนเท่ากับกองกำลังป้องกันชาติ แม้ทางกองทัพจะยืนยันว่ามีการฝึกอบรมด้านการลดระดับความรุนแรง (De-escalation) มาแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการนำกำลังทหารมาใช้กับผู้ประท้วงเป็นการลบเส้นแบ่งระหว่างการรักษากฎหมายและการใช้อำนาจทางทหาร

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า Kristi Noem รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ พยายามขอให้เพนตากอนอนุมัติการใช้โดรนสอดแนมและการจับกุม ซึ่งขัดต่อข้อห้ามทางกฎหมายอย่างชัดเจน รวมถึงเหตุการณ์ที่วุฒิสมาชิก Alex Padilla ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางใช้กำลังควบคุมตัวและใส่กุญแจมือระหว่างการตั้งคำถามในงานแถลงข่าว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • จำนวนกำลังพล: นาวิกโยธินกว่า 700 นายจากกองพลที่ 1 ถูกส่งเข้าลอสแอนเจลิส
  • ฐานอำนาจ: ปฏิบัติการภายใต้คำสั่ง Title 10 เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินรัฐบาลกลาง
  • ข้อจำกัดหลัก: กฎหมาย Posse Comitatus ห้ามทหารทำหน้าที่เป็นตำรวจหรือจับกุมพลเรือน
  • จุดปะทะ: ย่าน Westlake เป็นศูนย์กลางการประท้วงจากการกวาดล้างของ ICE
  • ความเสี่ยง: การใช้อำนาจทหารในประเทศอาจสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายต่อสิทธิพลเมืองในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย

ทหารสหรัฐฯ สามารถจับกุมพลเรือนในประเทศได้หรือไม่?

โดยปกติแล้ว ไม่สามารถทำได้ ตามกฎหมาย Posse Comitatus และระเบียบกระทรวงกลาโหม ทหารไม่มีอำนาจจับกุมหรือตรวจค้นพลเรือน แต่สามารถกักตัวบุคคลไว้ชั่วคราวในสถานการณ์จำเป็นเพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาดำเนินการจับกุมอย่างเป็นทางการ

Title 10 คืออะไรและเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อย่างไร?

Title 10 คือส่วนหนึ่งของกฎหมายสหรัฐฯ ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของกองทัพ ในกรณีนี้ถูกนำมาใช้เพื่อระดมพลนาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำการ (Active-duty) ให้เข้ามาปฏิบัติภารกิจคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐบาลกลางในลอสแอนเจลิส

ทำไมการส่งนาวิกโยธินมาจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่าการใช้กองกำลังป้องกันชาติ?

เพราะกองกำลังป้องกันชาติ (National Guard) ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับการจลาจลและควบคุมฝูงชนในประเทศโดยเฉพาะ ในขณะที่นาวิกโยธินถูกฝึกมาเพื่อการรบในสงคราม ซึ่งมีกฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement) ที่แตกต่างและรุนแรงกว่าการรับมือกับพลเรือน

Insurrection Act คืออะไร?

คือกฎหมายพิเศษที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถส่งกองทัพเข้ามาปฏิบัติการภายในประเทศได้ในกรณีที่มีการกบฏหรือมีการละเมิดสิทธิพลเมืองอย่างรุนแรง ซึ่งหากไม่มีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ ทหารจะมีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมาก

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองอย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญกังวลว่าการใช้ทหารปราบปรามผู้ประท้วงจะทำให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจทหารควบคุมพลเรือนได้โดยไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของชาวอเมริกันในระยะยาว