กล้องโทรทรรศน์เจมส์ เวบบ์ กับมหากาพย์งบประมาณบานปลายและอุปสรรคสู่ห้วงอวกาศ

กว่าสองทศวรรษที่ NASA ทุ่มเทพัฒนา James Webb Space Telescope (JWST) ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ไปประจำการห่างจากโลกถึง 1 ล้านไมล์ เพื่อไขปริศนาการกำเนิดของเอกภพผ่านกระจกสีทองขนาด 25 ฟุต ที่สามารถดักจับแสงจากดาวฤกษ์และกาแล็กซีรุ่นแรกหลังเหตุการณ์ Big Bang ได้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ห้วงอวกาศของโปรเจกต์นี้กลับเต็มไปด้วยอุปสรรคและการเลื่อนกำหนดการอย่างต่อเนื่อง

จากเดิมที่เคยคาดหวังว่าจะปล่อยตัวได้ภายในเดือนตุลาคมปี 2011 แต่ล่าสุด NASA ต้องประกาศเลื่อนการปล่อยตัวออกไปเป็นเดือนมีนาคม 2021 พร้อมกับความต้องการงบประมาณเพิ่มเติมอีกมหาศาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังด้านการบริหารจัดการเวลาและค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

จากงบพันล้านสู่เกือบหมื่นล้าน: ความผิดพลาดในการประเมิน

จุดเริ่มต้นของ JWST ในปี 1996 ถูกวางแผนไว้ด้วยงบประมาณเพียง 1 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะปล่อยตัวได้ในปี 2007 แต่เมื่อเวลาผ่านไป ขอบเขตของโครงการกลับขยายตัวจนทำให้ค่าใช้จ่ายรวมตลอดอายุโครงการพุ่งสูงถึง 9.66 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าเดิมถึง 9 เท่า และล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมกว่าหนึ่งทศวรรษ

The mirror of NASA’s James Webb Space Telescope at the agency’s Goddard Space Flight Center.

หลายฝ่ายพยายามหาผู้รับผิดชอบต่อความล้มเหลวนี้ โดยเป้าหมายหลักตกไปอยู่ที่ Northrop Grumman บริษัทผู้รับเหมาหลักที่รับผิดชอบการประกอบชิ้นส่วนในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เนื่องจากเกิดความผิดพลาดจากมนุษย์หลายครั้ง เช่น การใช้สารละลายผิดประเภทในการทำความสะอาดวาล์วเชื้อเพลิง และการใช้แรงดันไฟฟ้าผิดพลาดระหว่างการทดสอบ จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสภาคองเกรสว่าเป็นการสิ้นเปลืองภาษีประชาชน

รากเหง้าของปัญหา: วัฒนธรรมการมองโลกในแง่ดีเกินไป

แม้ Northrop Grumman จะถูกมองว่าเป็นจำเลยหลัก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน เนื่องจาก JWST เป็นเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อนในโลก ทำให้การประเมินราคาและระยะเวลาในตอนแรกขาดฐานข้อมูลที่แท้จริง

นอกจากนี้ NASA ยังมีประวัติการประเมินงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด เช่น กล้อง Hubble ที่ตอนแรกคาดว่าใช้เงิน 200 ล้านดอลลาร์ แต่จบลงที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งรายงานจากผู้ตรวจสอบทั่วไปของ NASA ระบุว่าเกิดจาก "วัฒนธรรมการมองโลกในแง่ดี" (Culture of Optimism) ที่ไม่ถือว่าการทำตามกำหนดเวลาหรือการคุมงบประมาณเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ และมักจะเสนอราคาต่ำเพื่อให้โครงการได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสได้ง่ายขึ้น

Rep. Eddie Bernice Johnson (D-TX) speaks at a hearing on JWST with NASA administrator Jim Bridenstine and Tom Young, chairman of the JWST Independent Review Board, in attendance.

ความท้าทายด้านเทคโนโลยีที่ต้องสร้างขึ้นใหม่

อีกปัจจัยสำคัญคือ JWST ต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ถึง 10 รายการที่ยังไม่มีอยู่ในขณะนั้น เช่น ซอฟต์แวร์ควบคุมตำแหน่งในอวกาศ และวัสดุสำหรับ Sunshield หรือแผ่นกันความร้อนที่ป้องกันไม่ให้ตัวยานร้อนเกินไป ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ควบคู่ไปกับการสร้างกล้องนั้นมีความเสี่ยงสูงและนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่บานปลาย

JWST’s sunshield.

โมเดลสัญญา Cost-Plus: ดาบสองคมของการจ้างงาน

NASA ใช้สัญญาแบบ Cost-plus contract กับ Northrop Grumman ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจะจ่ายชดเชยค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงในการสร้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงหรือค่าอุปกรณ์ และหากงบประมาณบานปลาย รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่างนั้น

แม้สัญญาประเภทนี้จะถูกวิจารณ์ว่าทำให้ผู้รับเหมาขาดแรงจูงใจในการลดความผิดพลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสำหรับโครงการที่ล้ำสมัยและมีความเสี่ยงสูงอย่าง JWST สัญญาแบบราคาคงที่ (Fixed-price) อาจไม่เหมาะสม เพราะบริษัทเอกชนจะไม่กล้าเสี่ยงลงทุนในเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนหากต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินเองทั้งหมด

สรุปการเปรียบเทียบแผนงานเริ่มต้น vs ความเป็นจริงของ JWST
หัวข้อเปรียบเทียบ แผนงานเริ่มต้น (ปี 1996) สถานะปัจจุบัน/ความเป็นจริง
งบประมาณโดยประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ ประมาณ 9.66 พันล้านดอลลาร์
กำหนดการปล่อยตัว ปี 2007 มีนาคม 2021 (เลื่อนจากตุลาคม 2011)
สถานะเทคโนโลยี ต้องคิดค้นใหม่ 10 รายการ พัฒนาสำเร็จแต่ใช้เวลานานกว่าคาด
รูปแบบสัญญา - Cost-plus (รัฐบาลจ่ายตามจริง)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • งบประมาณ: พุ่งสูงขึ้นกว่า 9 เท่าจากแผนเดิม โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 9.66 พันล้านดอลลาร์
  • ความล่าช้า: เลื่อนการปล่อยตัวออกไปนานกว่า 10 ปีจากกำหนดการแรก
  • สาเหตุหลัก: การประเมินงบประมาณที่ต่ำเกินจริง, ความซับซ้อนของเทคโนโลยีใหม่ และความผิดพลาดในการผลิต
  • ผลกระทบ: งบประมาณที่บานปลายส่งผลกระทบต่อโครงการอื่น เช่น กล้อง WFIRST ที่เสี่ยงถูกยกเลิก
  • มุมมองเปรียบเทียบ: แม้จะดูสูง แต่เมื่อเทียบกับงบกลาโหม (เช่น เครื่องบิน F-35) ถือว่าน้อยกว่ามาก

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมงบประมาณของกล้องเจมส์ เวบบ์ ถึงบานปลายขนาดนี้?

เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการประเมินราคาเริ่มต้นที่ต่ำเกินจริงเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน ความผิดพลาดในการผลิตของบริษัทผู้รับเหมา และการที่ต้องคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ถึง 10 รายการในระหว่างการพัฒนา

สัญญาแบบ Cost-plus คืออะไร และส่งผลอย่างไร?

คือสัญญาที่รัฐบาลตกลงจะจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินงาน พร้อมค่าตอบแทน ซึ่งส่งผลให้ผู้รับเหมาไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้รัฐบาลต้องรับภาระเมื่อเกิดงบประมาณบานปลาย

ความผิดพลาดของ Northrop Grumman มีอะไรบ้าง?

มีการรายงานถึงความผิดพลาดจากมนุษย์ เช่น การใช้สารละลายผิดประเภทในการทำความสะอาดวาล์วเชื้อเพลิง และการใช้แรงดันไฟฟ้าที่ผิดพลาดในขั้นตอนการทดสอบ ซึ่งส่งผลให้โครงการต้องล่าช้าออกไป

โครงการนี้ส่งผลกระทบต่อภารกิจอื่นของ NASA หรือไม่?

ส่งผลกระทบอย่างมาก เนื่องจาก JWST ใช้สัดส่วนงบประมาณด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ไปเกือบทั้งหมด ทำให้โครงการอื่น เช่น กล้อง WFIRST ประสบปัญหาด้านงบประมาณและเสี่ยงต่อการถูกยกเลิก

คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนมหาศาลขนาดนี้?

นักดาราศาสตร์มองว่าคุ้มค่า เพราะ JWST จะช่วยให้มนุษย์เห็นการกำเนิดของดาวฤกษ์และกาแล็กซีแรกเริ่ม ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการเข้าใจจุดกำเนิดของเอกภพที่หาจากที่อื่นไม่ได้