YubiKey 5 พบช่องโหว่ร้ายแรง เสี่ยงถูกโคลนข้อมูลหากถูกเข้าถึงตัวเครื่อง
YubiKey 5 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ Hardware Token สำหรับการยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย (Two-Factor Authentication หรือ 2FA) ตามมาตรฐาน FIDO ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก ถูกตรวจพบว่ามีข้อบกพร่องทางด้านการเข้ารหัสที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถ "โคลน" หรือคัดลอกข้อมูลภายในอุปกรณ์ได้ หากสามารถเข้าถึงตัวเครื่องได้ในระยะเวลาสั้นๆ
ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัว Yubico โดยตรง แต่มาจาก Side Channel หรือช่องทางรั่วไหลของข้อมูลทางกายภาพ ซึ่งพบในไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดเล็กที่ผลิตโดยบริษัท Infineon ซึ่งถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ความปลอดภัยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทการ์ดของธนาคาร พาสปอร์ตอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบควบคุมการเข้าออกพื้นที่หวงห้าม
เจาะลึกกลไกการโจมตีแบบ Side Channel
คำว่า Side Channel ในบริบทนี้หมายถึงการที่อุปกรณ์ปล่อยร่องรอยทางกายภาพออกมาในขณะประมวลผล เช่น การแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า หรือระยะเวลาที่ใช้ในการคำนวณ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อถอดรหัสลับได้
ในกรณีของ YubiKey 5 ปัญหาอยู่ที่การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Modular Inversion ภายในไลบรารีการเข้ารหัสของ Infineon ซึ่งไม่ได้ใช้เทคนิค Constant Time (การทำให้ระยะเวลาประมวลผลคงที่เสมอไม่ว่าข้อมูลจะเป็นอะไร) ส่งผลให้การทำงานของอัลกอริทึม ECDSA (Elliptic Curve Digital Signature Algorithm) มีระยะเวลาการประมวลผลที่แตกต่างกันเล็กน้อยตามค่าของกุญแจที่ใช้
นักวิจัยจาก NinjaLab ได้ใช้เครื่องออสซิลโลสโคป (Oscilloscope) วัดการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในขณะที่อุปกรณ์กำลังยืนยันตัวตน เพื่อตรวจจับความแตกต่างของเวลาเพียงเล็กน้อยนี้ จนสามารถสกัดเอา Nonce (กุญแจชั่วคราว) และนำไปสู่การถอดรหัส Secret Key ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในอุปกรณ์ได้ในที่สุด

ขั้นตอนการโคลน YubiKey ในสถานการณ์จริง
การโจมตีนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้:
- การเตรียมการ: ผู้โจมตีต้องขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของเหยื่อผ่านวิธีต่างๆ เช่น Phishing
- การเข้าถึงทางกายภาพ: ผู้โจมตีต้องนำตัว YubiKey ของเหยื่อมาไว้ในครอบครองชั่วคราวโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว
- การดัดแปลงอุปกรณ์: ต้องใช้ปืนลมร้อนและมีดผ่าตัดเพื่อแกะเปลือกพลาสติกออก ให้เห็นแผงวงจร (Logic Board) ภายในเพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์วัดค่า
- การเก็บข้อมูล: ส่งคำขอการยืนยันตัวตนไปยังอุปกรณ์ซ้ำๆ พร้อมวัดค่าการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า
- การประมวลผล: นำข้อมูลที่วัดได้ไปวิเคราะห์แบบออฟไลน์เพื่อสกัดกุญแจส่วนตัว (Private Key) ของบัญชีนั้นๆ
- การเข้าถึงบัญชี: เมื่อได้กุญแจโคลนมาแล้ว ผู้โจมตีสามารถเข้าสู่ระบบได้โดยไม่ต้องมีตัวเครื่องจริง และเหยื่อจะไม่ทราบเลยว่าถูกโจมตี

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ: YubiKey 5 ทุกรุ่นที่ใช้เฟิร์มแวร์เวอร์ชันต่ำกว่า 5.7
- การแก้ไข: ไม่สามารถอัปเดตเฟิร์มแวร์ในเครื่องเดิมได้ อุปกรณ์รุ่นเก่าจึงมีความเสี่ยงถาวร
- เงื่อนไขการโจมตี: ต้องมีตัวเครื่องจริง, มีรหัสผ่านบัญชี, และมีอุปกรณ์เฉพาะทางมูลค่าประมาณ 11,000 ดอลลาร์
- ระดับความเสี่ยง: ต่ำสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่สูงสำหรับเป้าหมายเฉพาะเจาะจง (Targeted Attack) เช่น หน่วยงานรัฐหรือองค์กรระดับสูง
- ส่วนที่ไม่ได้รับผลกระทบ: ฟังก์ชัน OTP และการยืนยันตัวตนแบบ 2FA ทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ส่วนของไลบรารีที่มีปัญหา
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| สาเหตุของปัญหา | การคำนวณ Modular Inversion ในไลบรารี Infineon ไม่เป็น Constant Time |
| วิธีการโจมตี | Side-Channel Analysis (วัดการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า) |
| ระยะเวลาที่ใช้เข้าถึงเครื่อง | เพียงไม่กี่นาที (สำหรับการเก็บข้อมูล) |
| เวอร์ชันที่ปลอดภัย | เฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 5.7 ขึ้นไป (เปลี่ยนไปใช้ไลบรารีของ Yubico เอง) |
| ความยากในการโจมตี | สูงมาก ต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและการเข้ารหัสขั้นสูง |
คำถามที่พบบ่อย
ฉันจะตรวจสอบได้อย่างไรว่า YubiKey ของฉันปลอดภัยหรือไม่?
คุณสามารถใช้แอป Yubico Authenticator เพื่อตรวจสอบเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ได้ โดยดูที่มุมซ้ายบนของหน้าจอหลัก หากเป็นเวอร์ชัน 5.7.0 หรือสูงกว่า จะถือว่าได้รับการแก้ไขแล้ว
หากฉันใช้ PIN หรือการสแกนลายนิ้วมือ จะยังเสี่ยงอยู่ไหม?
การใช้ PIN หรือ Biometrics ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกชั้น เพราะผู้โจมตีจำเป็นต้องทราบ PIN หรือมีลายนิ้วมือของเจ้าของเครื่องเพื่อกระตุ้นการทำงานของอุปกรณ์ในขณะเก็บข้อมูล
ฉันควรเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทันทีหรือไม่?
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ความเสี่ยงนี้ถือว่าต่ำมากเนื่องจากต้องใช้ทั้งการเข้าถึงตัวเครื่องและอุปกรณ์ราคาแพง อย่างไรก็ตาม หากคุณทำงานในหน่วยงานที่มีความเสี่ยงสูงหรือเป็นเป้าหมายของการจารกรรม การเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ที่ใช้เฟิร์มแวร์ 5.7 เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
อุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ชิป Infineon เสี่ยงด้วยหรือไม่?
นักวิจัยสงสัยว่าอุปกรณ์ใดก็ตามที่ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ SLE78, Optiga Trust M หรือ Optiga TPM ร่วมกับไลบรารีการเข้ารหัสของ Infineon อาจมีช่องโหว่เดียวกัน แต่ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Infineon
FIDO ยังคงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดอยู่หรือไม่?
ใช่ การยืนยันตัวตนผ่าน FIDO ยังคงแข็งแกร่งกว่าการใช้รหัสผ่านหรือ SMS มาก เพราะป้องกันการทำ Phishing และการโจมตีแบบ Adversary-in-the-Middle ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตราบใดที่ตัวอุปกรณ์ไม่ตกไปอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญที่มีเครื่องมือครบครัน



