Wear OS ยุคใหม่ Google จับมือ Samsung ผสานพลัง Tizen ยกระดับสมาร์ทวอทช์
ก้าวสำคัญของวงการอุปกรณ์สวมใส่เกิดขึ้นเมื่อ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่กับ Samsung ในงานประชุมนักพัฒนา I/O โดยการนำ Wear OS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของ Google มาควบรวมกับ Tizen ระบบปฏิบัติการชื่อดังของ Samsung และจะใช้ชื่อเรียกสั้นๆ ว่า Wear เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทวอทช์ทั่วโลก
เป้าหมายของการรวมตัวครั้งนี้คือการดึงจุดแข็งของทั้งสองค่ายมาสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า โดย Bjorn Kilburn ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ของ Wear ระบุว่า การทำงานร่วมกันจะช่วยให้ตัวเครื่องมีประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วขึ้น ยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานกว่าเดิม และเพิ่มจำนวนแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้ชื่นชอบให้มีให้เลือกใช้งานมากขึ้น
ยกระดับประสิทธิภาพและการใช้งาน
ด้วยการสนับสนุนจาก Samsung ทำให้ Wear OS เวอร์ชันอัปเดตสามารถเปิดแอปพลิเคชันได้ รวดเร็วขึ้นสูงสุดถึง 30% เมื่อใช้งานร่วมกับชิปเซ็ตรุ่นล่าสุด พร้อมทั้งมีการปรับปรุงแอนิเมชันและการเคลื่อนไหวของอินเทอร์เฟซผู้ใช้ (User Interface) ให้มีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากระบบจัดการพลังงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น แม้จะเปิดใช้งานเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลา หรือใช้ฟีเจอร์ติดตามการนอนหลับในตอนกลางคืนก็ตาม
เปิดกว้างสำหรับผู้ผลิตและนักพัฒนา
ความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ Google และ Samsung เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตอุปกรณ์รายอื่นๆ สามารถนำแพลตฟอร์มนี้ไปปรับแต่งประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience) ในแบบฉบับของตนเองได้ ขณะที่เหล่านักพัฒนาสามารถใช้เครื่องมือของ Android ที่คุ้นเคยในการสร้างแอปพลิเคชันเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้งานได้ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ
การแข่งขันในตลาดสมาร์ทวอทช์ระดับโลก
การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ Google กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก Apple และระบบปฏิบัติการ watchOS โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2020 ระบุว่า Apple ครองส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทวอทช์ทั่วโลกเป็นอันดับหนึ่งถึง 40% (เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ซึ่งเป็นผลมาจากการวางกลยุทธ์สินค้าที่มีทั้งรุ่นประหยัดอย่าง Apple Watch SE และรุ่นพรีเมียมอย่าง Series 6 โดยมี Huawei และ Samsung ตามมาเป็นอันดับสองและสามด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 10% และ 8% ตามลำดับ
| แบรนด์ | ส่วนแบ่งการตลาด | สถานะ |
|---|---|---|
| Apple | 40% | อันดับ 1 |
| Huawei | ~10% | อันดับ 2 |
| Samsung | ~8% | อันดับ 3 |
ฟีเจอร์ใหม่และทิศทางในอนาคต
นอกจากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแล้ว Wear OS ยังเตรียมเพิ่มฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เช่น ทางลัดบนหน้าจอหลัก (Home-screen shortcuts), Tiles ที่ปรับแต่งได้ รวมถึงการออกแบบ Google Maps, Google Assistant และ Google Pay ใหม่ทั้งหมด และจะมี YouTube Music ให้ใช้งานในช่วงปลายปีนี้
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการนำฟีเจอร์จาก Fitbit (บริษัทด้านสุขภาพที่ Google ซื้อกิจการด้วยมูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์) เข้ามาบูรณาการ เช่น ระบบติดตามความคืบหน้าด้านสุขภาพระหว่างวัน และการแจ้งเตือนฉลองความสำเร็จเมื่อบรรลุเป้าหมายบนข้อมือ
เพื่อกระตุ้นให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันมากขึ้น Samsung ได้สร้างเครื่องมือออกแบบหน้าปัดนาฬิกาและ Tiles API ใหม่ รวมถึงมีการปรับปรุงแอปพลิเคชันจากพาร์ทเนอร์ชั้นนำอย่าง Strava และ adidas Running อีกด้วย
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การควบรวม: Google Wear OS และ Samsung Tizen รวมกันเป็นแพลตฟอร์มชื่อ "Wear"
- ความเร็ว: เปิดแอปพลิเคชันเร็วขึ้นสูงสุด 30% บนชิปเซ็ตรุ่นใหม่
- สุขภาพ: ผสานเทคโนโลยีจาก Fitbit เพื่อการติดตามสุขภาพที่แม่นยำขึ้น
- การเปิดกว้าง: ผู้ผลิตรายอื่นสามารถนำแพลตฟอร์มไปปรับแต่งต่อยอดได้
- คู่แข่งหลัก: Apple Watch ยังคงครองตลาดสูงสุดที่ 40% (ข้อมูลปี 2020)
คำถามที่พบบ่อย
Wear OS และ Tizen รวมกันแล้วเรียกว่าอะไร?
ระบบปฏิบัติการใหม่ที่เกิดจากการควบรวมนี้จะใช้ชื่อสั้นๆ ว่า Wear
การรวมตัวครั้งนี้ส่งผลดีต่อผู้ใช้อย่างไร?
ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับสมาร์ทวอทช์ที่ทำงานเร็วขึ้น แบตเตอรี่อึดขึ้น และมีแอปพลิเคชันให้เลือกใช้งานหลากหลายมากขึ้น
ฟีเจอร์จาก Fitbit จะถูกนำมาใช้ในส่วนไหนบ้าง?
จะมีการนำระบบติดตามความคืบหน้าด้านสุขภาพรายวัน และการแจ้งเตือนเมื่อบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายมาไว้บนนาฬิกา
แบรนด์อื่นที่ไม่ใช่ Samsung สามารถใช้ระบบนี้ได้หรือไม่?
ได้ โดย Google เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตอุปกรณ์รายอื่นๆ สามารถนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้และปรับแต่งประสบการณ์ผู้ใช้ในแบบของตัวเองได้
มีแอปพลิเคชันใดบ้างที่จะได้รับการปรับปรุง?
แอปพลิเคชันหลักอย่าง Google Maps, Google Assistant, Google Pay รวมถึงแอปจากภายนอกอย่าง Strava และ adidas Running จะได้รับการปรับโฉมใหม่



