Waymo กับประเด็นความเป็นส่วนตัว เมื่อรถไร้คนขับกลายเป็นเครื่องมือสอดแนมในการประท้วง
เหตุการณ์ความวุ่นวายจากการประท้วงนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในลอสแอนเจลิส ได้ทิ้งภาพจำที่น่าตกใจเมื่อรถแท็กซี่ไร้คนขับหรือ Robotaxi (รถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยไม่มีคนขับ) ของบริษัท Waymo จำนวน 5 คัน ถูกทำลายและเผาจนวอดวาย เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้ Waymo ต้องระงับการให้บริการชั่วคราวในบางพื้นที่ของลอสแอนเจลิสและซานฟรานซิสโก แต่ยังจุดชนวนคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ความเป็นส่วนตัว และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสอดแนมผู้ประท้วง
เทคโนโลยีการบันทึกภาพที่ครอบคลุม 360 องศา
ความกังวลหลักอยู่ที่ขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลของตัวรถ โดย Waymo ระบุว่ารถรุ่นล่าสุดติดตั้งกล้องภายนอกถึง 29 ตัว ซึ่งช่วยให้สามารถมองเห็นเหตุการณ์รอบตัวรถได้แบบ 360 องศาพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีกล้องภายในตัวรถอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัด ทำให้รถเหล่านี้เปรียบเสมือนกล้องวงจรปิดเคลื่อนที่ซึ่งสามารถบันทึกทุกความเคลื่อนไหวบนท้องถนนได้
ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Face Recognition (ระบบจดจำใบหน้า) หรือเครื่องมือติดตามบุคคลแบบ non-biometric เพื่อระบุตัวตนของผู้ที่เข้าร่วมการประท้วงและนำไปสู่การจับกุมในภายหลัง
นโยบายการส่งมอบข้อมูลให้เจ้าหน้าที่รัฐ
Waymo ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) มีประวัติการส่งมอบฟุตเทจวิดีโอให้แก่ตำรวจเมื่อมีการร้องขอทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ แม้ว่า Sandy Karp โฆษกของบริษัทจะระบุว่า Waymo จะคัดค้านคำขอที่กว้างเกินไปหรือขาดฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน แต่ในนโยบายความเป็นส่วนตัวของบริษัทและแอปพลิเคชัน Waymo One กลับระบุชัดเจนว่าอาจแบ่งปันข้อมูลกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือเพื่อความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม Waymo ไม่ได้เปิดเผยสถิติจำนวนคำขอข้อมูลหรืออัตราการตอบรับ ซึ่งแตกต่างจาก Google ที่มีความโปร่งใสในเรื่องนี้มากกว่า นอกจากนี้ บริษัทยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าข้อมูลวิดีโอถูกเก็บไว้ในตัวรถหรือบนระบบคลาวด์ ทำให้ไม่แน่ชัดว่าข้อมูลจากรถที่ถูกเผาในลอสแอนเจลิสถูกทำลายไปพร้อมกับตัวรถหรือไม่
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| อุปกรณ์บันทึกภาพ | กล้องภายนอก 29 ตัว (มุมมอง 360 องศา) และกล้องภายใน |
| พื้นที่ให้บริการ | ฟีนิกซ์, ซานฟรานซิสโก, ลอสแอนเจลิส และออสติน |
| การจัดการข้อมูล | ส่งมอบให้ตำรวจตามคำขอทางกฎหมาย / ใช้จำลองสถานการณ์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี |
| ความโปร่งใส | ไม่เปิดเผยจำนวนคำขอข้อมูลจากรัฐบาลต่อสาธารณะ |
กรณีศึกษาการใช้ข้อมูลเพื่อการสืบสวน
การร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Waymo โดยในรัฐแอริโซนา ตำรวจเมือง Mesa และ Chandler ใช้ข้อมูลจากรถ Waymo ในการสืบสวนคดีอาญามาตั้งแต่ปี 2016 รวมถึงคดีทะเลาะวิวาทบนท้องถนน ขณะที่ในซานฟรานซิสโก มีเอกสารฝึกอบรมตำรวจที่ระบุว่ารถยนต์ไร้คนขับเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการหาเบาะแสการสืบสวน
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคดีฆาตกรรมคนขับ Uber ในปี 2021 ซึ่งตำรวจได้ขอหมายค้นข้อมูลจาก Waymo เนื่องจากเชื่อว่ารถในเครือข่ายอาจบันทึกภาพผู้ต้องสงสัยหรือที่เกิดเหตุไว้ได้ แม้ว่าในท้ายที่สุดฟุตเทจดังกล่าวจะไม่ได้นำไปสู่การจับกุมโดยตรง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทของรถไร้คนขับในฐานะพยานดิจิทัล
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การสอดแนม: รถ Waymo มีกล้องรอบคัน 29 ตัวที่บันทึกภาพได้ 360 องศา
- การส่งข้อมูล: บริษัทส่งมอบวิดีโอให้ตำรวจตามคำขอทางกฎหมาย แต่ไม่เปิดเผยจำนวนครั้งที่ทำ
- การเก็บรักษา: ไม่มีการระบุระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลที่ชัดเจนในนโยบายความเป็นส่วนตัว
- มาตรฐานอุตสาหกรรม: รถไร้คนขับทุกคันต้องใช้ Lidar, Radar และวิดีโอในการขับเคลื่อน ซึ่งทำให้การเก็บข้อมูลเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
Waymo เก็บข้อมูลวิดีโอไว้นานแค่ไหน?
บริษัทไม่ได้ระบุระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลที่แน่นอนในนโยบายความเป็นส่วนตัว แม้จะมีรายงานว่าบริษัทมีแนวโน้มที่จะลบข้อมูลเร็วขึ้นในช่วงหลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเจาะจงยังคงเป็นความลับ
ข้อมูลจากรถที่ถูกเผาทำลายจะยังคงอยู่หรือไม่?
ไม่สามารถระบุได้ เนื่องจาก Waymo ไม่เปิดเผยว่าข้อมูลถูกจัดเก็บไว้ในตัวรถ (Local Storage) หรือส่งขึ้นระบบคลาวด์ (Cloud Storage) ทันที
ตำรวจสามารถเข้าถึงข้อมูลจากรถ Waymo ได้อย่างไร?
เจ้าหน้าที่ต้องส่งคำขอทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ หรือใช้หมายค้น (Search Warrant) เพื่อขอเข้าถึงฟุตเทจวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา
บริษัทอื่นที่ทำรถไร้คนขับมีนโยบายแบบเดียวกันหรือไม่?
ใช่ เนื่องจากรถไร้คนขับทุกค่ายจำเป็นต้องใช้เซนเซอร์และกล้องในการทำงาน เช่น Cruise (บริษัทในเครือ GM ที่ปิดตัวลง) ก็เคยส่งมอบฟุตเทจให้เจ้าหน้าที่รัฐเมื่อมีการร้องขอเช่นกัน
ข้อมูลวิดีโอถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้างนอกจากการสืบสวน?
ทีมวิศวกรของ Waymo นำข้อมูลจากเซนเซอร์และวิดีโอไปใช้ในการสร้างแบบจำลอง (Simulations) เพื่อพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น



