Verizon 5G เตรียมเปิดตัวเครือข่ายครอบคลุมทั่วสหรัฐฯ พร้อมรับ iPhone 12

ในขณะที่โลกกำลังจับตามองการเปิดตัว iPhone 12 ซึ่งคาดว่าจะมีรุ่นที่รองรับ 5G ถึง 4 รุ่น ทาง Verizon ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ก็เตรียมเดินเกมรุกด้วยการเปิดตัวเครือข่าย 5G แบบครอบคลุมทั่วประเทศ (Nationwide) เพื่อให้ทันกับช่วงเวลาสำคัญนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความล่าช้ากว่าคู่แข่งอย่าง AT&T และ T-Mobile อย่างเห็นได้ชัด

ความแตกต่างของเทคโนโลยี 5G: ทำไม Verizon ถึงตามหลัง?

สาเหตุที่ Verizon มีความครอบคลุมของสัญญาณน้อยกว่าคู่แข่ง (โดยมีสัดส่วนเพียง 3.5% เมื่อเทียบกับ AT&T 38.5% และ T-Mobile 54.2% จากการทดสอบใน 26 เมือง) เป็นเพราะกลยุทธ์การเลือกใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

  • High-band หรือ Millimeter-wave (mmWave): เป็นระบบ 5G ย่านความถี่สูงที่ให้ความเร็วสูงมาก แต่มีข้อจำกัดร้ายแรงคือระยะส่งสัญญาณสั้นและถูกสิ่งกีดขวางได้ง่าย ทำให้การติดตั้งให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างทำได้ยาก
  • Low-band 5G: เป็นย่านความถี่ต่ำที่ส่งสัญญาณได้ไกลและครอบคลุมพื้นที่กว้าง ซึ่ง AT&T และ T-Mobile เน้นใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อให้ผู้ใช้เห็นสัญลักษณ์ "5G" บนหน้าจอได้รวดเร็ว แม้ว่าในความเป็นจริงความเร็วที่ได้อาจจะไม่ต่างจาก 4G มากนัก

ทางลัดสู่ความครอบคลุมด้วยเทคโนโลยี DSS

เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในด้านการตลาด Verizon จึงนำเทคโนโลยี Dynamic Spectrum Sharing (DSS) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบที่สามารถสลับช่องสัญญาณของ 4G ให้กลายเป็น 5G ได้โดยอัตโนมัติเมื่อไม่มีการใช้งาน 4G ในขณะนั้น วิธีนี้ช่วยให้ Verizon สามารถแสดงสัญลักษณ์ 5G บนสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ได้เกือบจะทันทีทั่วประเทศโดยไม่ต้องสร้างเสาสัญญาณใหม่ทั้งหมด

จากการทดสอบในเมืองชิคาโกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พบว่าสมาร์ทโฟนที่ติดตั้ง Android 11 Beta เริ่มปรากฏสัญลักษณ์ "5G" (โดยไม่มีคำว่า UWB ที่ระบุถึงย่านความถี่สูง) ในหลายพื้นที่ เช่น ย่าน The Loop และ River North โดยมีการใช้คลื่นความถี่ n5 (850MHz) ซึ่งเป็นย่านความถี่ดั้งเดิมตั้งแต่ยุค 1980 ที่มีจุดเด่นเรื่องการส่งสัญญาณได้ไกล

สรุปเปรียบเทียบเทคโนโลยี 5G ของ Verizon
ประเภท 5G จุดเด่น จุดด้อย ผลลัพธ์ด้านการใช้งาน
Millimeter-wave (High-band) ความเร็วสูงมากที่สุด ระยะส่งสัญญาณสั้นมาก เร็วแรงแต่ครอบคลุมพื้นที่น้อย
DSS (Low-band) ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ความเร็วใกล้เคียง 4G เน้นการตลาดและสัญลักษณ์ 5G

ประสิทธิภาพและความเร็ว: 5G ที่อาจไม่เร็วกว่า 4G

ในระยะแรกของการเปิดตัว 5G แบบ DSS ความเร็วที่ได้อาจไม่น่าประทับใจและอาจใกล้เคียงกับ 4G เนื่องจากเป็นการแบ่งทรัพยากรคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่ ไม่ใช่การเพิ่มช่องสัญญาณใหม่ที่มีความกว้างมากขึ้น (ซึ่ง 5G ที่แท้จริงสามารถใช้ช่องสัญญาณได้กว้างถึง 100MHz ในขณะที่ 4G จำกัดอยู่ที่ 20MHz)

อย่างไรก็ตาม การใช้ DSS มีประโยชน์ในเชิงเทคนิคระยะยาว เพราะช่วยให้ผู้ให้บริการเปลี่ยนผ่านสู่ Standalone 5G ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น Super-low latency (ความหน่วงต่ำพิเศษ), Network Slicing (การแบ่งส่วนเครือข่ายเพื่อความเสถียรสูง) และการรองรับจำนวนอุปกรณ์ต่อเซลล์ที่มากขึ้น ลดปัญหาการเชื่อมต่อล้มเหลว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • Verizon ใช้ DSS เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของสัญญาณ 5G ให้ทันการเปิดตัว iPhone 12
  • คลื่นความถี่ที่ใช้ในระบบ Nationwide 5G คือ n5 (850MHz) ซึ่งเน้นระยะส่งสัญญาณ
  • สมาร์ทโฟนที่ออกหลังเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ส่วนใหญ่รองรับ DSS แต่อาจต้องรออัปเดต Android 11 (เช่นในตระกูล Galaxy S20)
  • ความเร็วของ DSS 5G ในช่วงแรกอาจไม่ต่างจาก 4G เนื่องจากเป็นการใช้คลื่นความถี่ร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อย

DSS คืออะไรและทำงานอย่างไร?

DSS หรือ Dynamic Spectrum Sharing คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถใช้งานคลื่นความถี่เดียวกันร่วมกันได้ทั้ง 4G และ 5G โดยระบบจะจัดสรรทรัพยากรตามความต้องการใช้งานจริงในขณะนั้น ทำให้สามารถขยายพื้นที่ 5G ได้อย่างรวดเร็ว

ทำไม 5G ของ Verizon ถึงช้ากว่าที่คาดไว้ในบางพื้นที่?

เนื่องจากเป็นการใช้ Low-band 5G ผ่านระบบ DSS ซึ่งเป็นการนำคลื่น 4G เดิมมาปรับใช้ ความเร็วที่ได้จึงไม่ได้ก้าวกระโดดเหมือนกับย่านความถี่สูง (Millimeter-wave) แต่เน้นไปที่ความครอบคลุมของสัญญาณแทน

มือถือรุ่นเก่ารองรับ 5G แบบใหม่ของ Verizon หรือไม่?

สมาร์ทโฟน 5G ที่วางจำหน่ายตั้งแต่หลังเดือนกุมภาพันธ์ 2020 โดยทั่วไปจะมีฮาร์ดแวร์ที่รองรับ DSS อยู่แล้ว แต่อาจจำเป็นต้องได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็น Android 11 เพื่อให้ใช้งานฟีเจอร์นี้ได้อย่างสมบูรณ์

ความแตกต่างระหว่างสัญลักษณ์ 5G และ 5G UWB คืออะไร?

สัญลักษณ์ 5G ทั่วไปมักหมายถึง Low-band หรือ DSS ที่เน้นความครอบคลุม ส่วน 5G UWB (Ultra Wideband) หมายถึงการเชื่อมต่อผ่าน Millimeter-wave ซึ่งให้ความเร็วสูงมากแต่มีระยะส่งสัญญาณสั้น